กล้องถ่ายภาพระบบดิจิตอล
นับเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน
เนื่องจากมีขนาดเล็ก กะทัดรัด พกพาได้สะดวก
โอนถ่ายเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ทันที เผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็ว
โดยอุปกรณ์ตัวเล็กชิ้นนี้จะทำงานด้วยตัวสร้างประจุไฟฟ้าที่เรียกว่า CCD
(Charge Coupled Device) ภายในตัวกล้อง
ผ่านการกระตุ้นด้วยแสงที่ผ่านเข้ามาทางเลนส์
และส่งผลให้เกิดภาพบนสื่อบันทึกภายในกล้อง เช่น Memory Stick, Memory Cardประโยชน์ของกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอล
- รวดเร็ว
เพราะเมื่อถ่ายรูปแล้ว ก็สามารถนำมาใช้งานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการบันทึก
เป็นไฟล์ภาพบนแผ่นดิสก์ หรือการถ่ายโอน เข้าคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ทต่างๆ
- ใช้งานง่าย เพราะมีการทำงานแบบอัตโนมัติ
- ไม่เปลืองฟิล์ม เพราะอาศัยอุปกรณ์บันทึกที่สามารถลบข้อมูล และนำมาใช้งานใหม่ได้
การประยุกต์ใช้งาน
- งานโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต ภาพประกอบเว็บเพจ
รูปแบบการบันทึกข้อมูล
- แผ่นการ์ดบันทึกข้อมูลเฉพาะ เช่น SSFDC (Solid State Floppy Disk Card) ของกล้องตระกูลฟูจิ
- ฮาร์ดดิสก์แบบ PCMCIA type III
สำหรับท่านที่สนใจอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นนี้ และอยากได้เป็นเจ้าของ มีหลักพิจารณาดังนี้
- ดูงบในกระเป๋า -
ก่อนซื้อก็คงต้องดูงบประมาณในกระเป๋าก่อน ปัจจุบันราคาอุปกรณ์นี้อยู่ในช่วง
5,000 - 50,000 บาท เพราะฉะนั้นจากงบประมาณที่ท่านมี
ก็คงจะช่วยให้พิจารณาได้ง่าย
- จุดประสงค์ในการใช้งาน -
สำหรับท่านที่มีงบพอประมาณ ก็คงมาดูที่จุดประสงค์ในการใช้งาน
สำหรับท่านที่นำมาใช้กับงานพัฒนาเว็บไซต์ เลือกได้ง่ายมากเลย
เพราะเลือกได้ทุกรุ่น แล้วแต่กำลังทรัพย์
เนื่องจากกล้องตัวนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนงานเว็บเป็นหลัก
แต่ถ้าท่านต้องการใช้เพื่อบันทึกภาพแทนกล้องจริง
หรือใช้เก็บภาพสำหรับใช้ในงานสิ่งพิมพ์ ก็คงต้องเตรียมงบให้สูงขึ้นสักนิด
เพื่อเลือกกล้องที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เท่าที่กำลังทรัพย์จะเอื้ออำนวย
- ความละเอียดของภาพ -
ความละเอียดของภาพ
เป็นคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่ทำให้ราคากล้องนี้แตกต่างกันออกไป
อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วภาพสำหรับงานเว็บต้องการความละเอียดเพียง 72
จุดต่อนิ้ว แต่ถ้าท่านต้องการใช้ภาพถ่ายกับงานสิ่งพิมพ์ ก็ควรดูกล้องฯ
ที่รอบรับได้มากกว่า 150 จุดต่อนิ้ว (ประมาณ 2 ล้านพิกเซลขึ้นไป)
- คุณสมบัติเฉพาะอื่นๆ -
กล้องแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ มีคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกันออกไป
ดังนั้นหากมีงบประมาณที่เพียงพอ ลองพิจารณาองค์ประกอบนี้ด้วย
เพื่อให้ตรงกับความต้องการของท่านมากที่สุด
หลักการถ่ายภาพ ไม่ยาก
เลยครับ เหมือนๆ กับการถ่ายด้วยกล้องธรรมดาทั่วไป
แถมอาจจะง่ายและสะดวกกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีฟังก์ชันควบคุมการถ่ายภาพ
ทั้งภาพขาวดำ ภาพสี ภาพ Sepia โหมดการซูม
ทั้งนี้หลักการใช้งานแม้จะต่างรุ่น ต่างยี่ห้อ แต่ก็ไม่สร้างปัญหามากนัก
สำหรับเทคนิคการถ่ายภาพมีดังนี้
- โดยมากกล้องดิจิตอล
จะมีจอภาพ LCD สำหรับแสดงผลภาพทั้งขณะถ่าย หลังถ่าย
ซึ่งการทำงานส่วนนี้จะทำให้แบตเตอรรี่ถูกใช้งานมาก
ดังนั้นหากมีช่องเลนส์มองถ่ายภาพ ควรปิดจอภาพ LCD
แล้วใช้ช่องมองภาพในการถ่ายภาพแทน
- ไม่ควรถ่ายภาพในสถานที่ที่มีแสงจ้ามาก
- ใช้แฟลซให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ภาพที่สว่างคมชัด
- ไม่ถ่ายภาพสะท้อน หรือผ่านกระจก
- เมื่อได้ภาพที่ต้องการ สามารถโอนเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้สะดวก
หน่วยความจำสำหรับกล้องดิจิตอล SmartMedia Card (SMC) ข้อมูลทั่วไปของ SmartMedia CardSmartMedia
Card เป็น Memory Card ที่คิดค้นมาตรฐานขึ้นมาโดย บริษัท โตชิบา
และถูกนำเสนอแก่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1995
โดยในสมัยนั้นได้ผลิตออกมาเพื่อแข่งขันกับ MiniCard หรือ Miniature Card,
CompactFlash Card และ PC Card (PCMCIA Card) โดยตรง ชื่อเริ่มแรกของ
SmartMedia Card นั้นใช้ชื่อว่า SSFDC (Solid State Floppy Disk)
ซึ่งราวกับว่าเป็นเทคโนโลยีที่สืบทอดมาจาก Floppy Disk ก็ว่าได้
โดยในปัจจุบัน SmartMedia Card นั้นได้ยกเลิกสายการผลิตไปแล้ว
เนื่องจากการใช้งานไม่แพร่หลายและมีเทคโนโลยีการ์ดหน่วยความจำแบบใหม่ๆ
เข้ามาแทนที่ส่วนประกอบ
หลักของ SmartMedia Card นั้นประกอบไปด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ NAND
แบบเดี่ยว และชิป EEPROM (Electrically-Erasable Programmable Read-Only
Memory) ที่บรรจุรวมไว้ในการ์ดพลาสติกที่บางเพียงแค่ 0.76 มิลลิเมตร
และมีความกว้างยาวเพียงแค่ 45x37 มิลลิเมตร
ซึ่งถือว่าเป็นการ์ดหน่วยความจำที่มีความเล็กและบางมากที่สุดในสมัยนั้น
และมีการพยายามลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้มีราคาที่ไม่แพง
เช่นการตัดส่วนของคอนโทรลเลอร์ภายในออกไป เป็นต้น SmartMedia Card
ถึงแม้ว่าจะมีความบางมากกว่า CompactFlash Card หรือการ์ดชนิดอื่นๆ
ในสมัยนั้น แต่ทว่ามันก็มีจุดด้อยอยู่ในตัวของมันเอง นั่นคือ SmartMedia
Card จะไม่มีส่วนควบคุมการทำงานของการ์ดหรือตัวคอนโทรลเลอร์
จึงสามารถที่จะใช้งานบันทึกข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว
โดยส่วนควบคุมการทำงานนั้นจะเป็นหน้าที่ของอุปกรณ์ที่นำ SmartMedia Card
ไปใช้งาน และอุปกรณ์รุ่นเก่าๆ บางอย่าง
อาจจะต้องมีการอัพเดตเฟิร์มแวร์เพื่อให้สามารถรองรับความจุที่มากขึ้นได้SmartMedia
Card ถูกนำไปใช้งานมากที่สุดกับกล้องดิจิตอล
และได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ.2001
เมื่อสามารถเข้าครองตลาดการ์ดหน่วยความจำสำหรับกล้องดิจิตอลได้มากถึง 50%
ของตลาดรวม ข้อมูลเชิงเทคนิคของ SmartMedia Card- ขนาด 45 x 37 x 0.76 มิลลิเมตร (1.77 x 1.45 x 0.003 นิ้ว)- น้ำหนัก 1.8 กรัม- ขนาดความจุสูงสุด 128 MB (มีตั้งแต่ขนาด 2, 4, 8, 16, 32, 64 และ 128 MB)- ใช้ Flash Memory Chip แบบ NAND-type 16-Mbit, 32-Mbit และ 64-Mbit- ขั้วต่อแบบ 22 ขา- I/O Interface แบบ 8-bit และ 16-bit- อัตรา Media Transfer สูงสุด 3.5 MB ต่อวินาที- อัตรา Interface Transfer สูงสุด 8 MB ต่อวินาที- เวลาในการค้นหาข้อมูลโดยเฉลี่ย 10.8 ms- อุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ 0 ถึง 60 องศาเซลเซียส- จำนวนรอบในการอ่าน-เขียนข้อมูล สูงสุด 1,000,000 รอบ- ค่า MTBF (Mean Time Between Failures : ค่าเวลาโดยประมาณในกรณีที่ไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน) 250,000 ชั่วโมง- สามารถบันทึกข้อมูลไว้ได้นาน 10 ปี โดยไม่ต้องอาศัยพลังงาน- ค่า Shock Resistance 1000 G (เท่ากับการปล่อยลงสู่พื้นจากระดับความสูง 5 ฟุต)- ค่า Vibration Resistance 15 G- อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน (อ่าน 56 mA, เขียน 14 mA)- สามารถนำไปใส่ในช่องแบบ PCMCIA ด้วยตัว PCMCIA Adapter หรือ PC Card Adapter- สามารถรองรับการใช้งานกับการ์ดหน่วยความจำแบบ CompactFlash โดยการต่อกับ Adapter- สามารถรองรับการใช้งานกับ Floppy Drive ขนาด 3.5 นิ้ว โดยการต่อกับ FlashPath Adapter xD Card (xD-Picture Card) ข้อมูลทั่วไปของ xD CardxD
Card นั้นมีชื่อเต็มว่า xD-Picture Card โดย xD นั้นย่อมาจากคำว่า Extreme
Digital ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย บริษัท Olympus และ Fujifilm
ซึ่งถูกนำเปิดตัวสู่ตลาดเมื่อ เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.2002
และดำเนินการผลิตโดย บริษัท Toshiba ยี่ห้อของ xD Card นั้นนอกจาก
Olympus และ Fujifilm แล้ว ก็ยังมียี่ห้อ Kodak, SanDisk และ LexarxD
Card นั้นผลิตออกมาเพื่อเน้นนำไปใช้กับกล้องดิจิตอลยี่ห้อ Olympus,
Fujifilm และ Kodak โดยขนาดความจุของ xD Card นั้นก็มีตั้งแต่ 16, 32, 64,
128, 256, 512MB และ 1GB ซึ่งถ้าหากเป็นขนาดความจุ 16 และ 32MB
จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 5Mbps
และความเร็วในการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 1.8Mbps ส่วน xD Card ที่มีขนาดความจุ
64, 128, 256 และ 512MB จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 5Mbps
และความเร็วในการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 3Mbps สุดท้ายหากเป็น xD Card
ที่มีขนาดความจุ 1GB ก็จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 4Mbps
และความเร็วในการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 2.5Mbpsใน
ปี 2005 ได้มี xD Card ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบใหม่ผลิตออกมาคือ xD Card
Type M ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมแบบ MLC (Multi Level Cell)
ทำให้มีขนาดความจุของข้อมูลเพิ่มขึ้นได้มากกว่าขีดจำกัดเดิม (512MB) ข้อมูลเชิงเทคนิคของ xD Card- ขนาด 20 x 25 x 1.78 มิลลิเมตร- น้ำหนัก 2 กรัม- มีขนาดความจุตั้งแต่ 16, 32, 64, 128, 256, 512MB และ 1GB (Type M)- มีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลอยู่ที่ 5Mbps และ 1.3Mbps ตามลำดับ (สำหรับขนาดความจุ 16 และ 32MB)- มีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลอยู่ที่ 5Mbps และ 3Mbps ตามลำดับ (สำหรับขนาดความจุ 64, 128, 256 และ 512MB)- มีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลอยู่ที่ 4Mbps และ 2.5Mbps ตามลำดับ (สำหรับขนาดความจุ 1 GB)-
ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ MLC (Multi Level Cell)
จึงทำให้ทางทฤษฎีสามารถขยายขนาดความจุได้มากสูงสุดถึง 8 GB
(จากเดิมที่มีขนาดสูงสุดได้เพียง 512MB)- มีพื้นฐานของเทคโนโลยีการผลิตแบบ NAND-type Flash- มีการรักษาความปลอดภัยด้วย ID Protection Function- อุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ 0 ถึง 55 องศาเซลเซียส- อุณหภูมิที่สามารถบันทึกข้อมูลไว้ได้ -20 ถึง 65 องศาเซลเซียส- ใช้แรงดันไฟขนาด 3.3 โวลต์- ป้องกันความชื้นได้ 95%- มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานต่ำเพียง 25mW CompactFlash Card (CF Card) ข้อมูลทั่วไปของ CompactFlash CardCompactFlash
Card หรือ CF Card ถูกพัฒนาและผลิตขึ้นครั้งแรกโดย บริษัท SanDisk ในปี
ค.ศ.1994 ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 แบบหลักคือ Type I และ Type II โดย Type I
จะมีความหนาน้อยกว่า Type II เล็กน้อย และอีกไม่นานก็จะมี Type III
ผลิตออกมาด้วย สำหรับความเร็วในการทำงานนั้น
ก็มีตั้งแต่ความเร็วมาตรฐานเริ่มแรก, ความเร็วแบบ High Speed (CF+ หรือ
CF2.0) และความเร็วตามมาตรฐาน CF3.0 ซึ่งถูกนำมาใช้ในปี ค.ศ.2005
และสำหรับสล็อตแบบ CF Type II นั้นสามารถนำหน่วยความจำแบบ Microdrive
หรืออุปกรณ์อื่นๆ บางอย่างมาใส่ได้ด้วยCompactFlash
Card
นั้นเป็นการ์ดหน่วยความจำประเภทหนึ่งที่ถูกผลิตใช้งานมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก
ของหน่วยความจำประเภท Flash Memory
จึงถือว่าเป็นการ์ดหน่วยความจำชนิดหนึ่งที่มมีประวัติความเป็นมายาวนานที่
สุด
และก็ยังถือว่าเป็นการ์ดหน่วยความจำชนิดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
อีกด้วย ซึ่งในช่วงแรกนั้น CompactFlash ถูกผลิตด้วยพื้นฐานแบบ Intel's
NOR-based แม้ว่าในขั้นตอนสุดท้ายจะมีการสลับเปลี่ยนมาใช้พื้นฐานแบบ NAND
ก็ตามCompactFlash Card
นั้นมักจะถูกนำมาใช้กับกล้องดิจิตอลระดับมืออาชีพมากเป็นพิเศษ
และมีจุดเด่นในเรื่องของราคาที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับขนาดความจุที่ได้มา
และเมื่อเทียบกับการ์ดหน่วยความจำประเภทอื่นๆ ในเรื่องของอายุการใช้งาน
และโดยทั่วไป CompactFlash Card
นั้นจะเน้นในเรื่องของขนาดความจุมากกว่าขนาดรูปร่างของตัวมันเอง
นอกจากนั้น CompactFlash Card ยังสามารถนำมาใช้งานได้โดยตรงกับสล็อตของ PC
Card หรือ PCMCIA Card ด้วยตัว Adapter ข้อมูลเชิงเทคนิคของ CompactFlash Card- ขนาด 36.4 x 42.8 x 3.3 มิลลิเมตร (1.43 x 1.68 x 0.13 นิ้ว : Type I)- ขนาด 36.4 x 42.8 x 5 มิลลิเมตร (Type II)- น้ำหนัก 11.4 กรัม- ระดับแรงดันไฟ 3.3โวลต์ และ 5โวลต์- อุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ 0 ถึง 70 องศาเซลเซียส (32 ถึง 158 องศาฟาเรนไฮต์)- จำนวนรอบของการถอดเข้าถอดออก 10,000 รอบ- เทคโนโลยี Defect Management และ Error Correction ในตัว- ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล 6Mbyte ต่อวินาที- ATA Interface ในตัว- รองรับมาตรฐาน PCMCIA-ATA- สล็อตแบบ CompactFlash Type II สามารถรองรับการใช้งานกับ MicroDrive ได้ (Hard Disk ขนาดเล็ก)- โหมดการทำงานแบบ Autosleep Mode ช่วยประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่- สามารถเก็บบันทึกข้อมูลไว้ได้นาน 10 ปี MMC Card (MultiMediaCard) ข้อมูลทั่วไปของ MMC CardMMC
Card หรือ MultiMediaCard นั้นถูกนำเสนอสู่สาธารณะชนครั้งแรกในปี
ค.ศ.1997 โดย บริษัท Siemens AG และ SanDisk ซึ่งมีพื้นฐานการทำงานอยู่บน
NAND-based Flash Memory ซึ่ง MMC Card
นั้นมีขนาดที่เล็กว่าการ์ดหน่วยความจำที่มีพื้นฐานการทำงานอยู่บน Intel
NOR-based เช่น CompactFlash Card ขนาดของ MMC Card
นั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับสแตมป์ไปรษณีย์ โดยมีความยาว 32 มิลลิเมตร, กว้าง
24 มิลลิเมตร และหนา 1.4 มิลลิเมตร ในยุคแรก MMC Card นั้นใช้ Interface
ในการโอนถ่ายข้อมูลแบบ 1-bit Serial แต่ต่อมาในเวอร์ชันใหม่
จะสามารถโอนถ่ายข้อมูลได้ 4 bits หรือ 8 bits ในเวลาเดียวกันMMC
Card นั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกแทนที่ด้วยการ์ดหน่วยความจำแบบ SD Card
ในไม่ช้า แต่ที่ยังคงมีการใช้งาน MMC Card
กันอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เนื่องจาก MMC Card
นั้นสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ SD Card ได้ด้วย โดยอุปกรณ์ที่นำ
MMC Card ไปใช้งานนั้นก็มักจะเป็นอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กต่างๆ เช่น
โทรศัพท์มือถือ, เครื่องพีดีเอ, เครื่องเล่นเพลง MP3 หรือกล้องดิจิตอล
ซึ่งในปัจจุบันขนาดความจุสูงสุดของ MMC Card
ที่มีวางจำหน่ายทั่วไปแล้วนั้นจะอยู่ที่ 2GBจาก
ที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ อุปกรณ์ใดที่มีสล็อตของ SD Card ก็มักจะสามารถนำ
MMC Card มาใส่ได้โดยปริยาย เนื่องจากความกว้างและยาวของ MMC
Card นั้นเท่ากันกับ SD Card รวมถึงมีขาขั้วต่อ (Pins)
รูปแบบเดียวกัน เพียงแต่ MMC Card จะมีความหนาที่น้อยกว่า SD Card
อยู่เล็กน้อย ข้อมูลเชิงเทคนิคของ MMC Card- ขนาด 24 x 32 x 1.4 มิลลิเมตร- น้ำหนัก 1.5 กรัม- ขั้วต่อ (Pins) แบบ 7-Pins (MMC) และ 13-Pins (MMCplus)- ระดับแรงดันไฟ 3.3โวลต์- อุณหภฺมิที่สามารถทำงานได้ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส (-13 ถึง 185 องศาฟาเรนไฮต์)- อุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 85 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 1000 G (เท่ากับการปล่อยลงสู่พื้นจากระดับความสูง 5 ฟุต)- จำนวนรอบของการถอดเข้าถอดออก 10,000 รอบ- อัตราความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 11MB ต่อวินาที (MMCplus)- อัตราความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงสุด 7MB ต่อวินาที (MMCplus)- Bandwidth ในการโอนถ่ายข้อมูล (Transfer Bandwidth : Bus Widths) 1 bit, 4 bits และ 8 bits (MMCplus)- จำนวนรอบในการลบข้อมูล 100,000 รอบ ต่อ 1 Block- ในปัจจุบันมีขนาดความจุให้เลือกใช้ตั้งแต่ 32, 64, 128, 256, 512MB, 1GB และ 2GB RS-MMC Card (Reduced Size MultiMediaCard) ข้อมูลทั่วไปของ RS-MMC CardRS-MMC
Card นั้นเป็นการ์ดหน่วยความจำที่พัฒนาขึ้นมาด้วยพื้นฐานของ MMC Card
และมีคุณสมบัติโดยรวมที่ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่มีขนาดที่เล็กลงประมาณครึ่ง
หนึ่งของ MMC Card ในทางยาว นั่นคือมีความยาวลดลงเหลือ 16 มิลลิเมตร
ในขณะที่ MMC Card มีความยาว 32 มิลลิเมตร แต่ก็ยังมีความกว้างขนาด 24
มิลลิเมตร และความหนาขนาด 1.4 มิลลิเมตร เท่าเดิม ซึ่ง RS-MMC Card
นั้นนำมาใช้กับ โทรศัพท์มือถือ โนเกีย 7610 เป็นรุ่นแรก
ราคาจำหน่ายในช่วงแรกนั้นค่อนข้างสูงกว่า MMC Card มาก
แต่ในปัจจุบันราคาของการ์ดหน่วยความจำทั้งสองแบบนี้ใกล้เคียงกันแล้ว
เนื่องจาก RS-MMC Card มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
โทรศัพท์มือถือ หลายรุ่นหลายยี่ห้อต่างก็หันมาใช้ RS-MMC Card
แทนที่จะเลือกใช้ MMC Card และในอนาคตคาดว่าจะเข้ามาแทนที่ MMC Card
ในที่สุดในการใช้งานนั้น
ปกติ RS-MMC Card สามารถนำไปใช้แทน MMC Card ได้ทันที
เนื่องจากปกติเมื่อซื้อ RS-MMC Card มา ก็มักจะมีตัวแปลงให้มีขนาดเท่ากับ
MMC Card (MMC Adapter) มาให้ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ใดที่รองรับ MMC Card
ก็จะสามารถนำ RS-MMC Card มาใช้งานได้ด้วยโดยปริยาย ส่วน RS-MMC Card
รุ่นใหม่ที่เรียกว่า MMCmobile นั้นสังเกตได้ไม่ยาก
โดยให้สังเกตที่ขาขั้วต่อจะมีอยู่ 13-Pins ในขณะที่ RS-MMC Card จะมีเพียง
7-Pins ซึ่ง MMCmobile
จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมดังที่กล่าวไว้ในส่วนของ MMC Card ข้างต้นข้อมูลเชิงเทคนิคของ RS-MMC Card- ขนาด 24 x 16 x 1.4 มิลลิเมตร- น้ำหนัก 1.0 กรัม- ขั้วต่อ (Pins) แบบ 7-Pins (RS-MMC) หรือ 13-Pins (MMCmobile)- ระดับแรงดันไฟ 3.3โวลต์ (RS-MMC) หรือ 1.8/3.3โวลต์ (MMCmobile)- อุณหภฺมิที่สามารถทำงานได้ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส (-13 ถึง 185 องศาฟาเรนไฮต์)- อุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 85 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 1000 G (เท่ากับการปล่อยลงสู่พื้นจากระดับความสูง 5 ฟุต)- จำนวนรอบของการถอดเข้าถอดออก 10,000 รอบ- อัตราความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 1.75MB ต่อวินาที (RS-MMC) หรือ 8MB ต่อวินาที (MMCmobile)- อัตราความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงสุด 1.65MB ต่อวินาที (RS-MMC) หรือ 7MB ต่อวินาที (MMCmobile)- Bandwidth ในการโอนถ่ายข้อมูล (Transfer Bandwidth : Bus Widths) 1 bit, 4 bits และ 8 bits (MMCmobile)- จำนวนรอบในการลบข้อมูล 100,000 รอบ ต่อ 1 Block- ในปัจจุบันมีขนาดความจุให้เลือกใช้ตั้งแต่ 32, 64, 128, 256, 512MB และ 1GB DV RS-MMC Card (Dual Voltage Reduced Size MultiMediaCard) ข้อมูลทั่วไปของ DV RS-MMC CardDV
RS-MMC Card หรือ Dual Voltage Reduced Size MultiMediaCard
นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานของการ์ดหน่วยความจำแบบ RS-MMC Card
และมีขนาดเท่ากันทุกประการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะให้ตัวการ์ด
สามารถใช้แรงดันไฟได้ 2 ระดับ คือ 1.8โวลต์ และ 3.3โวลต์
จึงทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้นกว่าเดิม โดย โทรศัพท์มือถือ
รุ่นแรกที่นำ DV RS-MMC Card มาใช้ก็คือ โนเกีย 6630 และต่อมาหลังจากนั้น
โทรศัพท์มือถือ ตระกูล Symbian Smart Phone Series 60 UI ของ โนเกีย
อีกหลายรุ่น ก็มีการพัฒนาให้รองรับ DV RS-MMC Card เช่น โนเกีย 6681,
6680, N70 หรือ N90 เป็นต้น รวมถึงรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอีกหลายรุ่น
ซึ่งถ้าหาก โทรศัพท์มือถือ รุ่นใดที่ระบุว่าต้องใช้การ์ดหน่วยความจำแบบ DV
RS-MMC Card ก็จะไม่สามารถนำ RS-MMC Card แบบธรรมดามาใช้ได้ เนื่องจาก
โทรศัพท์มือถือ เหล่านี้มีแรงดันไฟสำหรับการ์ดหน่วยความจำเพียง 1.8โวลต์
เท่านั้น ในขณะที่ RS-MMC Card ธรรมดาจะใช้แรงดันไฟมากถึง 3.3โวลต์ใน
ช่วงแรกของการวางจำหน่ายนั้น DV RS-MMC Card ยังมีราคาที่สูงกว่า MMC Card
หรือ RS-MMC Card อยู่อย่างมาก นั่นคือแพงกว่าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
แต่เมื่อเริ่มมีการใช้งานแพร่หลาย และมี โทรศัพท์มือถือ รุ่นใหม่ๆ
ออกมารองรับมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน DV RS-MMC Card
นั้นก็ลดระดับราคาลงมาจนแทบจะไม่แตกต่างกับ RS-MMC Card แล้ว
ส่วนการ์ดหน่วยความจำแบบ MMCmobile ซึ่งเป็น RS-MMC Card แบบใหม่นั้น
ก็ถือได้ว่าเป็นการ์ดหน่วยความจำแบบ DV RS-MMC Card ด้วยเช่นกัน
เนื่องจากสามารถใช้แรงดันไฟได้ 2 ระดับ คือ 1.8โวลต์ และ 3.3โวลต์
ได้เหมือนกันกับ DV RS-MMC Card นั่นเอง สุดท้ายแล้วจึงอาจจะสรุปได้ว่า
MMCmobile เป็นการ์ดหน่วยความจำที่จะเข้ามาแทนที่ทั้ง RS-MMC Card และ DV
RS-MMC Card ทั้งคู่ไปโดยปริยายข้อมูลเชิงเทคนิคของ DV RS-MMC Card- ขนาด 24 x 16 x 1.4 มิลลิเมตร- น้ำหนัก 1.0 กรัม- ขั้วต่อ (Pins) แบบ 7-Pins หรือ 13-Pins (MMCmobile)- รองรับการใช้งานกับแรงดันไฟ 2 ระดับ คือ1.8โวลต์ และ 3.3โวลต์- อุณหภฺมิที่สามารถทำงานได้ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส (-13 ถึง 185 องศาฟาเรนไฮต์)- อุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 85 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 1000 G (เท่ากับการปล่อยลงสู่พื้นจากระดับความสูง 5 ฟุต)- จำนวนรอบของการถอดเข้าถอดออก 10,000 รอบ- อัตราความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 1.75MB ต่อวินาที หรือ 8MB ต่อวินาที (MMCmobile)- อัตราความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงสุด 1.65MB ต่อวินาที หรือ 7MB ต่อวินาที (MMCmobile)- Bandwidth ในการโอนถ่ายข้อมูล (Transfer Bandwidth : Bus Widths) 1 bit, 4 bits และ 8 bits (MMCmobile)- จำนวนรอบในการลบข้อมูล 100,000 รอบ ต่อ 1 Block- ในปัจจุบันมีขนาดความจุให้เลือกใช้ตั้งแต่ 128, 256 และ 512MB MMCmicro Card (Micro MultiMediaCard) ข้อมูลทั่วไปของ MMCmicro CardMMCmicro
Card เป็นพัฒนาการอีกขั้นของ MMC Card และ RS-MMC
Card ซึ่งพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลง และใช้พลังงานน้อยลง โดย MMCmicro
นั้นมีขนาดที่เล็กพอๆ กับปลายนิ้วมือเลยทีเดียว นั่นคือ มีความยาว 14
มิลลิเมตร, กว้าง 12 มิลลิเมตร และหนาเพียง 1.1 มิลลิเมตรเท่านั้น
หรือมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของ MMC Card หรือมีขนาดเพียง 1 ใน 3 ของ RS-MMC
Card เท่านั้น และ MMCmicro Card นี้ก็ยังมีคุณสมบัติการทำงานแบบ Dual
Voltage ได้อีกด้วย นั่นคือสามารถทำงานได้ที่แรงดันไฟ 2 ระดับ ที่
1.8โวลต์ และ 3.3โวลต์ ในการพัฒนาและทดสอบการใช้งานโดย บริษัท Samsung
ซึ่งเป็นผู้คิดค้น MMCmicro ก็ได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
มีความน่าเชื่อถือสูงในเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งมาตรฐานที่ Samsung นำมาใช้ในการพัฒนา MMCmicro นี้นั้น ก็คือมาตรฐาน
MMCA หรือ MultiMediaCard Associationความ
เร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูลของ MMCmicro นั้นอยู่ที่ 10Mbyte ต่อวินาที
และความเร็วสูงสุดในการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 7Mbyte ต่อวินาที
นอกจากนั้นในเรื่องของความทนทานในการใช้งานก็อยู่ในระดับที่สูงด้วยเช่นกัน
โดยมีการทดสอบลบข้อมูลและเขียนซ้ำอย่างน้อย 100,000 รอบ
และยังมีคุณสมบัติของการกันน้ำ กันฝุ่น กันไฟกระชาก
ทำงานได้ในสภาวะของอุณหภูมิที่ต่างกัน หรือในสภาวะใดๆ
ที่อุปกรณ์พกพานั้นๆ ต้องเผชิญนั่นเอง MMCmicro
นั้นถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเอาไว้ใช้งานกับ โทรศัพท์มือถือ
หรืออุปกรณ์พกพาขนาดเล็กชนิดอื่นๆ
ที่นับวันยิ่งต้องการขนาดที่กะทัดรัดมากขึ้น
และสำหรับในปัจจุบันนั้นเริ่มมีการพัฒนา MMCmicro
ออกมาจำหน่ายแล้วแต่ยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากนัก
โดยมีขนาดความจุตั้งแต่ 32, 64, 128, 256 และ 512MBการ
นำ MMCmicro ไปใช้งานนั้น ก็สามารถนำไปใช้ได้กับอุปกรณ์ใดๆ
ที่มีสล็อตสำหรับ SD, MMC หรือ RS-MMC Card ได้อย่างไม่มีปัญหา
โดยอาศัยตัว Adapter ในการแปลงขนาด ดังนั้น โทรศัพท์มือถือ,
เครื่องเล่นเพลง, กล้องดิจิตอล, เครื่องพีดีเอ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ
SD, MMC หรือ RS-MMC Card ก็สามารถนำ MMCmicro ไปใส่ใช้งานได้ทันทีข้อมูลเชิงเทคนิคของ MMCmicro Card- ขนาด 14 x 12 x 1.1 มิลลิเมตร- น้ำหนัก 0.8 กรัม- จำนวนขาขั้วต่อ (Pins) 10Pins- ใช้งานกับแรงดันไฟได้ 2 ระดับ คือ 1.7-1.95โวลต์ และ 2.7-3.6โวลต์- มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่น้อยกว่า 50mA- ความเร็วสูงสุดของสัญญาณนาฬิกา 26MHz- ความเร็วสูงสุดของการโอนถ่ายข้อมูล 12Mbyte ต่อวินาที- ความเร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูล 10Mbyte ต่อวินาที- ความเร็วสูงสุดในการเขียนข้อมูล 7Mbyte ต่อวินาที- ขนาดความจุในปัจจุบัน มีตั้งแต่ขนาด 32, 64, 128, 256 และ 512MB- มีคุณสมบัติการป้องกันน้ำ- มีคุณสมบัติการป้องกันฝุ่นละออง- มีคุณสมบัติการป้องกันกระแสไฟกระชาก (Electrostatic Discharge)- สามารถใช้งานได้ในสภาวะของอุณหภูมิผันผวน- ระดับอุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส- ระดับอุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 85 องศาเซลเซียส- รองรับการทำงานในความชื้น 8 ถึง 95%- ค่า Shock Resistance 1000 G (เท่ากับการปล่อยลงสู่พื้นจากระดับความสูง 5 ฟุต)- ค่า Vibration Resistance 15 G- ค่า MTBF (Mean Time Between Failures : ค่าเวลาโดยประมาณในกรณีที่ไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน) 1,000,000 ชั่วโมง- สามารถถอดการ์ดเข้าและถอดออกได้ไม่น้อยกว่า 20,000 รอบ- สามารถ อ่าน, เขียน และลบข้อมูล ได้มากกว่า 100,000 รอบ- เก็บรักษาข้อมูลไว้ได้นาน 10 ปี Memory Stick ข้อมูลทั่วไปของ Memory StickMemory
Stick เป็นการ์ดหน่วยความจำที่ถูกพัฒนาขึ้นมาครั้งแรกใน เดือนตุลาคม ปี
ค.ศ.1998 โดย บริษัท Sony ซึ่งเน้นสำหรับการนำไปใช้งานกับอุปกรณ์ยี่ห้อ
Sony โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องพึ่งพาการ์ดหน่วยความจำ เช่น กล้องดิจิตอล,
โทรศัพท์มือถือ (Sony Ericsson), เครื่องเล่นเพลง หรืออื่นๆ และ Memory
Stick เป็นการ์ดหน่วยความจำที่ยังมีราคาสูงกว่าการ์ดหน่วยความจำชนิดอื่น
แต่ก็มีจุดเด่นคือมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่สูง และในเวลาไม่นานนัก
ก็มีการพัฒนา Memory Stick แบบใหม่ขึ้นมาให้ใช้งานอีก เช่น Memory Stick
Pro
ซึ่งสามารถรองรับขนาดความจุข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและมีความเร็วในการโอนถ่าย
ข้อมูลที่สูงขึ้น หรือ Memory Stick Duo ที่พัฒนาให้มีขนาดเล็กลง เป็นต้นMemory
Stick นั้นถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์สมัยใหม่มากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น
กล้องดิจิตอล, เครื่องเล่นเพลง, เครื่องพีดีโอ, โทรศัพท์มือถือ,
เครื่องเล่นเกมส์ PlayStation รวมถึงเครื่องโน็ตบุ๊คราคาแพงจากค่าย Sony
ที่ใช้ชื่อว่า VAIO ที่มีสล็อตสำหรับใส่ Memory Stick อยู่ในตัว
สำหรับขนาดความจุของ Memory Stick แบบธรรมดานั้นมีการผลิตออกมาสูงสุดเพียง
256MB (128MB x 2) เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามหากเป็น Memory Stick
แบบใหม่ๆ เช่น Memory Stick Pro ก็จะมีขนาดความจุที่มากขึ้น
ส่วนบริษัทที่ได้สิทธิ์ในการผลิต Memory Stick อย่างเป็นทางการนั้น
ก็ได้แก่ บริษัท SanDisk และ Lexarเทคโนโลยี
หนึ่งที่นำมาใช้กับ Memory Stick นั่นก็คือเทคโนโลยี MagicGate
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันการก๊อปปี้ข้อมูล ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย
บริษัท Sony ในปี ค.ศ.1999 มีหลักการทำงานคือทำการเข้ารหัสข้อมูล
(Encrypting) ของอุปกรณ์ และใช้ชิป MagicGate ทั้งในส่วนของตัวเก็บข้อมูล
และตัวอ่านข้อมูล
เพื่อตัดสินใจควบคุมบังคับกระบวนการคัดลอกไฟล์หรือก๊อปปี้ไฟล์ว่าควรจะ
ดำเนินการอย่างไร เทคโนโลยี MagicGate นั้นถูกนำมาใช้กับเครื่องเล่นเกมส์
PlayStation 2 ในปี ค.ศ.2004
และอุปกรณ์รุ่นใหม่ก็พัฒนาให้สามารถรองรับเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลเชิงเทคนิคของ Memory Stick- ขนาด 50 x 21.5 x 2.8 มิลลิเมตร (1.97 x 0.85 x 0.11 นิ้ว)- น้ำหนัก 4 กรัม- ปริมาตร 3,010 ลูกบาศก์มิลลิเมตร- จำนวนขาขั้วต่อ (Pins) 10Pins- เทคโนโลยีการผลิตแบบ NAND Flash- ระดับแรงดันไฟที่ใช้ 2.7-3.6โวลต์- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะใช้งาน 45mA- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะอยู่ในสถานะ Standby 130ไมโครแอมแปร์- ความเร็วสูงสุดของสัญญาณนาฬิกา 20MHz- ความเร็วสูงสุดในการเขียนข้อมูล 1.8Mbyte ต่อวินาที (14.4Mbit ต่อวินาที)- ความเร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูล 2.5Mbyte ต่อวินาที (19.6Mbit ต่อวินาที)- ระดับอุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ -5 ถึง 65 องศาเซลเซียส- ระดับอุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 100 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 150 G (ที่ 10ms)- ค่า Vibration Resistance 15 G- รองรับการทำงานในความชื้น 95%- ขนาดความจุ มีตั้งแต่ 16, 32, 64, 128 และ 256MB- เทคโนโลยี MagicGate ช่วยป้องกันการคัดลอกข้อมูล- สวิตช์สำหรับการป้องกันการเขียนทับข้อมูล Memory Stick PRO ข้อมูลทั่วไปของ Memory Stick PROMemory
Stick PRO นั้นเป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องต่อมาจาก Memory Stick
โดยมีการพัฒนา 2 เรื่องหลักคือ
การเพิ่มขีดความสามารถในการขยายขนาดความจุให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
และพัฒนาให้มีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง
Memory Stick PRO ตามทฤษฎี สามารถขยายขนาดความจุสูงสุดได้มากถึง 32GB
แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันความจุสูงสุดที่มีอยู่ ยังอยู่ที่ 4GB เท่านั้น
ส่วนเรื่องของขนาดของการ์ดนั้น ยังคงมีขนาดที่เท่ากันกับ Memory Stick
ปกติทุกประการสำหรับ
Memory Stick PRO ที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 1GB ขึ้นไป
จะมีโหมดการทำงานที่เรียกว่า High Speed Mode
ซึ่งจะช่วยให้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
แต่อุปกรณ์รุ่นเก่าๆ บางอย่าง ก็ไม่สามารถใช้งาน High Speed Mode นี้ได้
นอกจากนั้นก็ยังมีเทคโนโลยี MagicGate
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันการคัดลอกข้อมูลใส่มาให้ด้วย และหากเปรียบ
เทียบกันที่ขนาดความจุเดียวกัน Memory Stick PRO
นั้นก็ยังคงมีราคาที่แพงกว่าการ์ดหน่วยความจำประเภทอื่นๆ อยู่มากพอสมควร
ส่วนการนำ Memory Stick PRO ไปใช้งานนั้น ผู้ใช้ควรจะต้องตรวจสอบก่อนว่า
อุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ด้วยนั้น สามารถรองรับการใช้งานกับ Memory Stick PRO
ได้หรือไม่ข้อมูลเชิงเทคนิคของ Memory Stick PRO- ขนาด 50 x 21.5 x 2.8 มิลลิเมตร (1.97 x 0.85 x 0.11 นิ้ว)- น้ำหนัก 4 กรัม- ปริมาตร 3,010 ลูกบาศก์มิลลิเมตร- จำนวนขาขั้วต่อ (Pins) 10Pins- เทคโนโลยีการผลิตแบบ NAND Flash- ระดับแรงดันไฟที่ใช้ 2.7-3.6โวลต์- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะใช้งาน 45mA- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะอยู่ในสถานะ Standby 130ไมโครแอมแปร์- ความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนข้อมูล 20MByte ต่อวินาที (160Mbit ต่อวินาที)- ความเร็วสูงสุดในการเขียนข้อมูล 1.8Mbyte ต่อวินาที (14.4Mbit ต่อวินาที)- ความเร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูล 2.45Mbyte ต่อวินาที (19.6Mbit ต่อวินาที)- ระดับอุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ -5 ถึง 65 องศาเซลเซียส- ระดับอุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 100 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 150 G (ที่ 10ms)- ค่า Vibration Resistance 15 G- รองรับการทำงานในความชื้น 95%- ขนาดความจุ มีตั้งแต่ 128, 256, 512MB และ 1, 2, 4GB- มีระบบการรักษาความปลอดภัยแบบ SDMI (Security Digital Music Initiative)- เทคโนโลยี MagicGate ช่วยป้องกันการคัดลอกข้อมูล- สวิตช์สำหรับการป้องกันการเขียนทับข้อมูล Memory Stick Duo ข้อมูลทั่วไปของ Memory Stick DuoMemory
Stick Duo เป็นการ์ดหน่วยความจำที่มีขนาดเล็กลงกว่า Memory Stick ปกติ
และมีขนาดที่เล็กกว่า SD Card เล็กน้อย จุดประสงค์ที่ทาง บริษัท Sony
พัฒนา Memory Stick Duo
นี้ขึ้นมาก็เพราะต้องการการ์ดหน่วยความจำที่มีขนาดเล็กลงกว่า Memory Stick
ปกติ เพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์พกพาต่างๆ ที่นับวันจะยิ่งมีขนาดเล็กมากขึ้น
และ Memory Stick ปกติ ดูจะมีขนาดที่ใหญ่เกินไปสำหรับอุปกรณ์เหล่านั้น
เช่น กล้องดิจิตอลขนาดพกพา หรือ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
และยังรวมถึงเครื่องเล่นเกมส์พกพาของ Sony อย่างเครื่อง PSP (PlayStation
Portable) อีกด้วยที่จำเป็นต้องใช้การ์ดหน่วยความจำชนิดนี้สำหรับ
คุณสมบัติหรือประสิทธิภาพโดยทั่วไปนั้น ก็จะเหมือนกันกับ Memory Stick
รุ่นปกติ แทบทุกประการ ยกเว้นเรื่องของรูปร่างที่เล็กกว่านั่นเอง
และถ้าหากจะนำ Memory Stick Duo ไปใส่ใช้งานในสล็อตของ Memory Stick
ขนาดปกติ ก็สามารถทำได้ โดยใช้ Memory Stick Duo Adapter เพื่อแปลง
Memory Stick Duo ให้มีขนาดเท่ากันกับ Memory Stick ปกติ
และสำหรับเทคโนโลยี MagicGate
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับป้องกันการคัดลอกข้อมูลนั้น
ก็มีใส่มาให้เช่นเดียวกันข้อมูลเชิงเทคนิคของ Memory Stick Duo- ขนาด 31 x 20 x 1.6 มิลลิเมตร (1.22 x 0.79 x 0.6 นิ้ว)- น้ำหนัก 2 กรัม (ไม่ใส่ Adapter)- น้ำหนัก 4 กรัม (ใส่ Adapter)- ปริมาตร 992 ลูกบาศก์มิลลิเมตร- จำนวนขาขั้วต่อ (Pins) 10Pins- เทคโนโลยีการผลิตแบบ NAND Flash- ระดับแรงดันไฟที่ใช้ 2.7-3.6โวลต์- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะใช้งาน 45mA- ระดับความสิ้นเปลืองของพลังงานขณะอยู่ในสถานะ Standby 130ไมโครแอมแปร์- ความเร็วสูงสุดของสัญญาณนาฬิกา 20MHz- ความเร็วสูงสุดในการเขียนข้อมูล 1.8Mbyte ต่อวินาที (14.4Mbit ต่อวินาที)- ความเร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูล 2.5Mbyte ต่อวินาที (19.6Mbit ต่อวินาที)- ระดับอุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ -5 ถึง 65 องศาเซลเซียส- ระดับอุณหภูมิที่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ -40 ถึง 100 องศาเซลเซียส- ค่า Shock Resistance 150 G (ที่ 10ms)- ค่า Vibration Resistance 15 G- รองรับการทำงานในความชื้น 95%- ขนาดความจุ มีตั้งแต่ 32, 64 และ 128MB- เทคโนโลยี MagicGate ช่วยป้องกันการคัดลอกข้อมูล- สวิตช์สำหรับการป้องกันการเขียนทับข้อมูล
Flash Drive (หรือที่หลายคนเรียก Handy Drive, Thumb Drive, USB Drive)
เป็น
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือไฟล์จากคอมพิวเตอร์
มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สะดวกในการพกพาติดตัว แต่ในขณะเดียวกันมีความจุสูง
สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากตั้งแต่ 2 GB ถึง 16 GB
และขนาดความจุข้อมูลก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แฟลชไดร์ฟ,
แฮนดี้ไดร์ฟ เป็นอุปกรณ์นวัตกรรม IT
ที่ในอนาคตทุกคนจะต้องมีและใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา
เพราะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน
และมีประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ:
• ความจุข้อมูลสูง ตั้งแต่ 2 GB ถึง 16 GB • ใช้เก็บข้อมูลได้ทุกประเภท ทั้งไฟล์ข้อมูล, เอกสาร, พรีเซ็นเตชั่นสไลด์, เพลง MP3, รูปภาพดิจิตอล, วีดีโอ, และอื่นๆ • สามารถใช้ได้ทันทีกับคอมพิวเตอร์และโน็ตบุ๊ค ทุกเครื่องทุกระบบ • สามารถใช้ได้กับ Windows, Linux, Apple iMac, Apple iBook • สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่เสียบ Flash Drive เข้าช่องต่อ USB • ใช้งานง่าย คุณสามารถทำการเขียน/อ่าน/ลบ/แก้ไข ข้อมูลในนั้นได้โดยตรงเหมือนกับฮาร์ดดิสไดร์ฟปกติ • มีความทนทานสูง ทั้งภายในและภายนอก • เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่สร้างจากเทคโนโลยีที่มีความทนทานสูงที่สุดในปัจจุบัน Solid-State Storage Technology • เวลาใช้งาน ข้อมูลของคุณจะปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดการตกหล่น กระแทก หรือขูดขีด • มีขนาดเล็ก บาง เบา สามารถพกติดตัวได้สะดวก • ใช้เล่นเพลง MP3 ได้ (เฉพาะรุ่นที่มี MP3 Player)
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น