วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 3 หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU)

ส่วนประกอบภายในของ CPU

1. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit ; CPU) 

หน่วยประมวลผลกลาง เปรียบได้กับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลและควบคุมระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ให้ทุกหน่วยทำงานสอดคล้องสัมพันธ์กัน 
  



หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยหน่วยย่อย ดังนี้
    • หน่วยควบคม (Control Unit)
    • หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit ; ALU)
    • หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)  
    การสื่อสารระหว่างหน่วยต่างๆ ใน CPU จะใช้สายสัญญาณที่เรียกว่า Bus Line หรือ Data Bus
    หน่วยควบคุม (Control Unit)
หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ของหน่วยทุกๆ หน่วย ใน CPU และอุปกรณ์อื่นที่ต่อพ่วง เปรียบเสมือนสมองที่ควบคุมการทำงานส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เช่น แปลคำสั่งที่ป้อน ควบคุมให้หน่วยรับข้อมูลรับข้อมูลเข้ามาเพื่อทำการประมวลผล ตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหน ถูกต้องหรือไม่ ควบคุมให้ ALU ทำการคำนวณข้อมูลที่รับเข้ามา ตลอดจนควบคุมการแสดงผลลัพธ์ เป็นต้น 
    หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU; Arithmetic and Logic Unit)

หน่วย คำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ (Arithmetic operations) และการคำนวณทางตรรกศาสตร์ (Logical operations) โดยปฏิบัติการเกี่ยวกับการคำนวณได้แก่ การบวก (Addition) ลบ (Subtraction) คูณ (Multiplication) หาร (Division) สำหรับการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าจริง หรือเท็จ โดยอาศัยตัวปฏิบัติการพื้นฐาน 3 ค่าคือ 
    • เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition)
    • เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition)
    • เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition)
  • สำหรับตัวปฏิบัติการทางตรรกะ สามารถนำมาผสมกันได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ
    • เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition)
    • เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition)
    • เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition)
    • เงื่อนไขน้อยกว่าหรือเท่ากับ (<=, Less than or equal condition)
    • เงื่อนไขมากกว่าหรือเท่ากับ (>=, Greater than or equal condition)
    • เงื่อนไข น้อยกว่าหรือมากกว่า (< >, Less than or greater than condition) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่มีค่าคือ "ไม่เท่ากับ (not equal to)" นั่นเอง
    หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)

หน่วย ความจำหลัก ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ Main Memory Unit, Primary Storage Unit, Internal Storage Unit เป็นหน่วยที่ใช้เก็บข้อมูล และคำสั่งเพื่อใช้ในการประมวลผล และเก็บข้อมูลตลอดจนคำสั่ง ชั่วคราวเท่านั้น ข้อมูลและคำสั่งจะถูกส่งมาจากหน่วยควบคุม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 
    • หน่วยความจำสำหรับเก็บคำสั่ง (Program Memory)
    • หน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง (Data & Programming Memory

หน่วยความจำสำหรับเก็บ ข้อมูลและคำสั่ง (Data & Programming Memory) หรือที่เรียกว่า แรม (RAM; Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูล และคำสั่งจากหน่วยรับข้อมูล แต่ข้อมูลและคำสั่งเหล่านั้นสามารถหายไปได้ เมื่อมีการรับข้อมูลหรือคำสั่งใหม่ หรือปิดเครื่อง หรือกระแสไฟฟ้าขัดข้อง หน่วยความจำแรม เป็นหน่วยความจำที่สำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์ จำเป็นจะต้องเลือกซื้อให้มีขนาดใหญ่พอสมควร มิเช่นนั้นจะทำงานไม่สะดวก แรมในปัจจุบันแบ่งได้เป็น

1. SRAM (Static RAM) ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณนาฬิกา เป็นหน่วยความจำที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้เร็วกว่า DRAM เนื่องจากไม่ต้องมีการรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา แต่หน่วยความจำชนิดนี้มีราคาแพงและจุข้อมูลได้ไม่มาก จึงนิยมใช้เป็นหน่วยความจำแคลชซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน ของ DRAM
2. DRAM (Dynamic RAM) ทำงานโดยอาศัยสัญญาณนาฬิกามากระตุ้น แต่ก็มีจุดเด่นคือ มีขนาดเล็กกว่า SRAM และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า ยังแบ่งย่อยได้เป็น
- FPM DRAM (Fast Page Mode Dynamic RAM)
- EDO RAM (Extended-Data-Out RAM)
- SDRAM (Synchronous Dynamic RAM)
- DDR SDRAM (Double Data Rate Synchronous Dynamic RAM)
- RDRAM (Rambus Dynamic RAM)

SDRAM


กลไกการทำงานและสถาปัตยกรรมของซีพียู

            
         การทำงานซีพียูประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้
       หน่วยประมวลผลตรรกะ (หน่วย ALU)
       1.การบวก ลบ คูณ และหาร ซึ่งนอกจากหน่วย ALU จะทำหน้าที่เป็นเครื่องคำนวณในการบวก ลบ คูณ หารตัวเลขและการคำนวณ
    ทางตรรกศาสตร์ซึ่งเป็นเปรียบเทียบเงื่อนไขตามหลักการทาวคณิตศาสตร์ เช่น เปรียบเทียบจำนวน 2 จำนวนตามเงื่อนไข มากกว่า น้อยกว่า เท่ากันหรือ
    ไม่เท่ากับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นจริง T หรือเท็จ F ซึ่งรูปแบบของการคำนวณทางคณิตศาสตร์และตรรกะ จะอยู่ในรูปของเลขฐานสองหรือข้อมูลแบบไบนารี่
     สามารถทำการบวกเพื่อรวมข้อมูลของ     รีจีสเตอร์ ตัวเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีวงจรสำหรับทำการลบได้โดยตรงอีกด้วย
       2. หน่วยควบคุมหรือวงจรควบคุม ในการประมวลผลข้อมูล ซีพียูจะต้องมีหน่วยควบคุมการประมวลผลตามคำสั่ง และมีการควบ
    คุมการทำงานของส่วนต่างๆในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมและจัดสรรสัญญาณนาฬิกาส่งออกไปให้ส่วนต่างๆอ้างอิงในการทำงาน
    ตังอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การควบคุมลำดับขั้นตอนการประมวลผล การประสานงานระกว่างหน่วยประมวลผล กลางกับหน่วยความจำ เป็นต้นการทำ
    งานของหน่วยประมวลผลกลางแบบพื้นฐาน การทำงานของหน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกตามหน้าที่ได้เป็น 5กลุ่มดังนี้
        - Decode-การตีความ 1 คำสั่งนั้นด้วยวงจรถอดรหัส (Decoder circuit) ตามจำนวนหลัก (BIT) ว่ารหัสนี้จะให้วงจรอื่นใดทำงานด้วยข้อมูลใด
       - Execute – การทำงานตาม 1 คำสั่งนั้น คือ วงจรใดในไมโครโปรเซสเซอร์ทำงาน เช่น วงจรบวกวงจรลบ, วงจรเปรียบเทียบวงจรย้ายข้อมูล
       - Memory – การติดต่อกับหน่วยความจำ การใช้ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยจำชั่วคราว (RAM, Register) มาใช้ในคำสั่งนั้นโดยอ้างที่อยู่ (Address)
       - write back –การเขียนข้อมูลกลับ โดยมีหน่วยจำ Register ช่วยเก็บที่อยู่ของคำสั่งต่อไป ภายหลังมีคำสั่งกระโดดบวกลบที่อยู่


การติดต่อระหว่างอุปกรณ์และซีพียู
           การติดต่อระหว่างอุปกรณ์และซีพียู
    มีงานต่างๆ มากมาย ที่ต้องการเข้าไปใช้งานหรือครอบครองซีพียู เพื่อทำการโปรเซสงานของตน แต่การทำงานของซีพียูนั้นจะสามารถทำงานได้เพียงโปรเซสเดียวเท่านั้น ในกรณีที่ซีพียูโปรเซสงานใดงานหนึ่งอยู่ หากโปรเซสนั้นมีการ Call I/O เพื่อใช้งาน จึงเกิดการติดต่อระหว่างซีพียูกับอุปกรณ์ การติดต่อระหว่างอุปกรณ์และซีพียูนั้นจะมีหลายวิธีด้วยกัน คือ การพอลลิ่ง(polling), การอินเตอร์รัพต์ (Interrupt) และ Direct Memory Access (DMA)
รูปที่ 4.7 แสดงซีพียูต้องบริการกิจกรรมต่าง ๆ มากมายตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ร้องขอใช้บริการ
การพอลลิ่ง (polling)
      ลักษณะของการติดต่อแบบนี้ คือทุกๆ ช่วงของเวลาหนึ่งในซีพียูจะต้องหยุดการทำงานชั่วขณะหนึ่งเพื่อตรวจเช็ดแต่ละแชนแนล (Channel) ของ อุปกรณ์ดูว่า มีอุปกรณ์ใดต้องการส่งข้อมูลยังซีพียูบ้าง ซึ่งหมายถึงการตรวจเช็ดทุกอุปกรณ์ที่มีอยู่ โดยหากอุปกรณ์หนึ่งต้องการส่งข้อมูล ซีพียูก็ต้องทำการรับข้อมูลอุปกรณ์นั้นมา แต่ถ้าอุปกรณ์นั้นไม่ต้องการส่งข้อมูล ซีพียูก็ต้องทำการตรวจสอบอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ตามลำดับจนกระทั่งทำการตรวจสอบอุปกรณ์ ในแต่ละแชนแนลจนครบ ซีพียูจึงกลับไป ทำงานต่อจากงานเดิม โดยมีลักษณะการทำงานวนรอบ เช่นนี้ ไปเรื่อยๆ สามารถยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ เช่น ในการสอนหนังสือ ครูจะดำเนินการสอน โดยทุกๆ10นาที ครูผู้สอนจะหยุดชั่วขณะเพื่อไล่ถามนักเรียนทุกคนในห้องว่ามีปัญหาอะไรหรือ ไม่ ซึ่งในขณะที่ไล่ถามนักเรียนไปที่ละคน อาจมีนักเรียนบางคนที่ถาม และครูก็ทำการตอบคำถามนักเรียนคนนั้น จากนั้นก็ถามนักเรียนคนต่อๆไป ซึ่งอาจจะไม่มีคำถามก็ได้ เมื่อถามนักเรียนในห้องจนครบ ครูก็ทำการสอนหนังสือต่อจนครบ10 นาทีแล้วจึงกลับมาเริ่มต้นถามในลักษณะนี้ใหม่
        การทำงานในลักษณะนี้จะสูญเสียเวลามาก กล่าวคือจะต้องเสียเวลาในการตรวจสอบกับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการส่งข้อมูล หรือในกรณีที่มีอุปกรณ์บางตัวที่อยู่ลำดับท้ายๆ ต้องการส่งข้อมูลให้กับซีพียู ก็ต้องรอลำดับจนกว่าถึงลำดับตัวเอง การทำงานในลักษณะนี้ไม่ค่อยฉลาดนักทีผลให้เกิด Overhead สูง เพราะทำให้ซีพียูต้องสูญเสียเวลาในการส่งสัญญาณการพอลลิ่งออกไปตรวจสอบอุ ปกรณ์ตามพอร์ตหรือแชนแนลต่างๆ ถึงแม้ไม่มีข้อมูลป้อนเข้ามาก็ตาม ทำให้ซีพียูสูญเสียเวลาส่วนนี้ไป แทนที่นำเวลาส่วนนี้ไปทำงานอื่นแทนที่มีประโยชน์กว่า
                   การอินเตอร์รัพต์ (Interrupt)
         การ ติดต่อด้วยการอินเตอร์รัพต์ เป็นการลดข้อเสียของการทำงานแบบพอลลิ่ง โดยในกระบวนการอินเตอร์รัพต์นั้น อุปกรณ์รอบข้างทุกชิ้นจะต้องปฎิบัติงานอยู่เสมอเพื่อส่งสัญญาณไปให้แก่ซีพี ยู กล่าวคือ เมื่ออุปกรณ์ตัวใดต้องการส่งข้อมูล ก็จะทำการส่งสัญญาณไปยังซีพียูได้รับเมื่อซีพียูได้รับสัณญาณนั้นแล้ว  ซีพียูจะหยุดทำงานชั่วขณะหนึ่ง  เพื่อให้อุปกรณ์ทำการส่งข้อมูลจนเสร็จ  แล้วซีพียูจึงกลับมาทำงานต่อ  ยกตัวอย่างเดิม  ครูผู้สอนจะทำการตอบคำถามนักเรียนในห้องต่อเมื่อมีนักเรียนถามคำถามเท่านั้น
            แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่มีการอินเตอร์รัพต์  ซีพียูอาจจะไม่ตอบสนองอุปกรณ์นั้นทันที่ก็ได้ เนื่องจากยังติดงานโปรเซสที่ต้องทำอยู่  ซึ่งในกรณีนี้  อุปกรณ์นั้นจะต้องรอจนกระทั่งซีพียูมีการตอบรับสัญญาณกลับมาจนสามารถทำการ รับ/ส่งข้อมูลได้
           ในการอินเตอร์รัพต์  ซีพียูจะต้องพักการทำงานที่ตนปฏิบัติอยู่ชั่วคราว  โดยจะทำการบันทึกสถานะ (Status) ของงานเดิม (อาจมีมากกว่าหนึ่งงาน)  จากนั้นจึงกระโดดไปทำงานในส่วนของโปรแกรมตอบสนองต่อการอินเตอร์รัพต์ (Interrupt Service Routines) หลังจากเสร็จการทำงานในส่วนของอินเตอร์รัพต์แล้ว  ก็จะกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อได้  ซึ่งซีพียูจะต้องสามารถจดจำตำแหน่ง(Address)  ของคำสั่งในงานที่ค้างอยู่ได้  โดยเก็บ Address นั้นไว้ในหน่วยความจำแบบสเต็ก
(Stack)
        ซีพียูจะทำการตอบสนอง I/ด้วยโปรแกรม Interrupt Handler  ผู้ที่กำหนดคือผู้ที่เขียนโปรแกรม  เช่น  มี Deviceใหม่มา และทำการระบุให้โอเอสตอบสนอง I/O นั้นอย่างไร  ซึ่งในโอเอสก็จะมี Interrupt Handler ที่แตกต่างกัน และในแต่ละอุปกรณ์ต่างก็มี Interrupt Handler ที่ต่างกัน เช่น พอร์ตต่างๆ  คือ  Paralell,Serial, Com-port เป็นต้น
รูปที่ 4.8 รูปแสดง Interrupt - drive I/O Cycle
ใน การอินเตอร์รัพต์  ซีพียูจะไม่สามารถรู้ได้ว่ามีจำนวนอินเตอร์รัพต์จำนวนเท่าไร จะรู้แต่เพียงว่ามีอินเตอร์รัพต์หรือไม่เท่านั้น  เพราะว่ามีสัญญาณเพียงเส้นเดียวที่ใข้งานร่วมกันในการส่งสัญญาณไปยังซีพียู  แต่ซีพียูจะรู้ว่าอินเตอร์รัพต์อะไร  ด้วยอินเตอร์รัพเวคเตอร์ (Interrupt Vector)ของอุปกรณ์
I/ที่ส่งเข้ามา แต่อย่างไรก็ตาม  การอินเตอร์รัพต์ในช่วงเวลาที่พร้อมกัน ซีพียูก็จะให้สิทธิ์กับผู้ที่มีสิทธิ์
ในการใช้งานที่เหนือกว่า  ผู้ที่มี priority  สูงกว่าก็จะได้รับการบริการจากซีพียูก่อน เป็นต้น

รูปที่ 4.9 แสดง Controller ส่งสัญญาณอินเตอร์รัพต์ ผ่าน Interrupt Line

รูปที่ 4.9 แสดง Controller ส่งสัญญาณอินเตอร์รัพต์ ผ่าน Interrupt Line
Direct  Memory Access (DMA)
             เป็นคอนโทรลเลอร์  (Controller) ชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างเพื่อทำหน้าที่ในการอ่าน/บันทึก
ข้อมูลเท่านั้น (Read/Write) โดยไม่ต้องมีการตีความหมายใดๆทั้งสิ้น DMA ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งถ่าย (Transfer)ข้อมูล ซึ่งหากในระบบการทำงานไม่มี DMA แล้ว ซีพียูจะต้องใช้คำสั่งในการ
Read/Write อยู่เสมอๆเมื่อมีการร้องขอการใช้งาน เป็นเหตุให้ต้องเสียเวลากับการ Transfer ข้อมูลเหล่านั้นมาก
รูปที่ 4.11 แสดงซีพียูส่งถ่ายข้อมูลกับ I/O โดยตรงมีผลให้การทำงานช้าลงลักษณะการทำงานของ DMA Controller นี้จะทำการส่งถ่ายข้อมูลระหว่าง I/O กับ หน่วยความจำโดยไม่รบกวนกระบวนการทำงานของซีพียู ทำให้การส่งถ่ายข้อมูลนี้เป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในขณะที่มีการส่งถ่ายข้อมูลกันอยู่นั้น ซีพียูก็สามารถรันโปรเซสอื่นๆ ในขณะนั้นได้ โดย DMA Controller จะมีการส่งสัญญานบอกซีพียูว่าต้องการใช้งาน ซีพียูก็จะตอบสนองการทำงานทันที และจากนั้นซีพียูก็ไปทำงานอื่นต่อ การทำ DMA นี้จะไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา DMA จะ เกิดขึ้นในช่วงที่ซีพียูไม่ต้องการใช้หน่วยความจำ หรือใช้บัสเส้นอื่นอยู่ก็ได้ เช่น ซีพียูกำลังคำนวณอยู่ ใช่ช่วงเวลานี้นั้นเองที่บัสข้อมูลเกิดการว่างไม่ได้ถูกใช้งาน ดังนั้นในช่วงจังหวะนั้นการทำงานของ DMA จึงดำเนินงานได้ ซึ่งเป็นการขโมยรอบเวลา (Cycle Stealing )ของซีพียูนั่นเอง การทำงานในลักษณะนี้จึงเป็นการทำงานในลักษณะขนานกัน (Parallel) จึงมีผลให้การทำงานรวดเร็วขึ้น
รูปที่ 4.12 แสดง DMA ทำงานโดยขโมยช่วงเวลาของซีพียูที่ไม่ได้ใช้งานหน่วยความจำ
รูปที่ 4.13 แสดงช่วงเวลาการทำงาน DMA

รูปที่ 4.14 แสดง 6 ขั้นตอนของการทำงาน DMA ที่ร้องขอบริการส่งถ่ายข้อมูลดิสก์และทำงานขนานกับซีพียูในขณะการใช้งานอยู่บนคนละบัส


       วิวัฒนาการของหน่วยประมวลผล
แบ่งตามยุคสมัย ออกเป็น ยุค ดังนี้
           
     ยุคที่ 1 บริษัท IBM ได้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคลขึ้นมา และได้เลือกใช้ซีพียู 8088 และ 8086 ของบริษัท Intel เครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัท IBM เป็นที่แพร่หลายจนมีผู้ผลิตเครื่องเลียนแบบออกมามากมายที่ใช้ซีพียูรุ่นนี้ ซึ่งเป็นของบริษัท Intel


ซีพียูรุ่น 8086

            ยุคที่ 2 ยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูตระกูล 286 ซึ่งยุคนี้ซีพียูจะมีความเร็วสูงสุดเพียง 20 MHz
 

ซีพียูรุ่น 286
            ยุคที่ 3 ยุคของซีพียูตระกูล 386 เริ่มมีการใช้หน่วยความจำแคชทำงานร่วมกับซีพียู เป็นผลให้ซีพียูในตระกูล 386 มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นกว่าในรุ่น 286


ซีพียูรุ่น 386
           
 ยุคที่ 4 ยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย ซีพียูตระกูล 486 จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้งานในระดับองค์กร และรวมไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ภายในบ้าน


ซีพียูรุ่น 486
           
 ยุคที่ 5 เริ่มมีการตั้งซื่อของซีพียู แทนที่จะเรียกชื่อเป็นตัวเลขเช่นเดิม เริ่มจากบริษัทIntel ตั้งชื่อซีพียูว่า “Pentium” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาโรมันซึ่งแปลว่า ห้า  บริษัท AMDก็ตั้งชื่อของตนว่า “K5”


ซีพียูรุ่น Pentium
          
  ยุคที่ 6 ซีพียูยังคงเป็น Pentium แต่มีความเร็วในการประมวลผลมากขึ้น ใช้ชื่อว่า“Pentium II” ทาง AMD ก็ได้ผลิตซีพียูโดยใช้ชื่อว่า “K6” ออกมา หลังจากนั้นก็มีซีพียูของทั้งสองค่ายผลิตออกมาอีกหลายรุ่นด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Celeron , Pentium III Coppermineและ AMD K6-3


ซีพียูรุ่น Pentium II และ K6

            ยุคที่ 7 ยุคปัจจุบัน ความเร็วของซีพียูได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจนทะลุหลักถึง 1 GHzสาเหตุที่มีความเร็วขึ้นมาก อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการผลิตที่ออกแบบให้ซีพียูมีขนาดเล็กลงนั่นเอง ซีพียูในยุคนี้ได้แก่ Athlon , Duron ที่ ผลิตโดย  AMD และ Pentium 4 ที่ผลิตโดยIntel


ซีพียูรุ่น Pentium 4 และ  AMD Duron

                                                     

                                         CPU Socket                   พิมพ์อีเมล์


            ใช้สำหรับติดตั้งซีพียูเข้ากับเมนบอร์ด เมนบอร์ดที่ใช้กับซีพียูของอินเทลคือ Pentium 4และ Celeron จะเรียกซ็อคเก็ตว่า SOCKET 478 ส่วนเมนบอร์ดสำหรับซีพียู AMD นั้นจะมีซ็อคเก็ตแบบ SOCKET 462 หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า SOCKET A จุด สังเกตว่าเมนบอร์ดเป็นซ็อคเก็ตแบบใดนั้นก็ดูจากชื่อที่พิมพ์ไว้บนซ็อคเก็ต ส่วนความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งก็คือรอยมาร์ค ที่มุมของซ็อคเก็ต ถ้าเป็นซ็อคเก็น 478 จะมีรอยมาร์คอยู่ที่มุมหนึ่งด้าน ส่วนซ็อคเก็ต 462จะมีรอยมาร์คที่มุมสองด้าน โดยรอยมาร์คจะตรงกับตำแหน่งของซีพียู เพื่อให้คุณติดตั้งซีพียูเข้ากับซ็อคเก็ตได้อย่างถูกต้อง

All about CPU Socket เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับซ็อกเก็ตซีพียูอินเทลและเอเอ็มดี


            ใน ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงที่ซีพียูรุ่นใหม่และรุ่นเก่ากำลังสับเปลี่ยนกัน พอดี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรุ่นของซีพียูในช่วงเวลานี้มันมีการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจ ของซีพียูด้วยซึ่งทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงซ็อกเก็ตของซีพียูตามไปด้วย ซึ่งเราคิดว่าข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วยให้ผู้อ่านของเราสามารถที่จะนำข้อมูล เหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อหรืออัปเกรดซีพียูของตนได้อย่างถูก ต้องมากยิ่งขึ้น

กว่าจะเห็นเป็นซ็อกเก็ตที่ใช้งานง่าย
            ย้อนเวลาไปในสมัยก่อนตั้งแต่ยุคซีพียู 8088, 80286 และ 80386 ต้องบอกว่า โดยปกติแล้วผู้ใช้ทั่วไปอย่างเราไม่สามารถที่จะทำการอัปเกรดซีพียูได้อย่าง ง่ายดายเหมือนทุกวันนี้ ด้วยสาเหตุที่ว่าเราไม่สามารถหาซื้อซีพียูได้จากตามร้านค้าคอมพิวเตอร์ทั่ว ไป รวมไปถึงเมนบอร์ดคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำการอัป เกรดซีพียูได้ แม้ว่าตัวซีพียูจะถูกติดตั้งมาบนซ็อกเก็ตแล้วก็ตาม แต่ซ็อกเก็ตของซีพียูสมัยก่อนนั้นก็เป็นอะไรที่ใช้งานค่อนข้างยาก หรือไม่เอื้ออำนวยต่อการถอดเปลี่ยนซีพียูด้วยมือเปล่าเหมือนกับทุกวันนี้
จนกระทั่งในช่วงราวๆ ปี 1989 หรือสักปี 1990 นี่แหละที่เราเริ่มจะได้สัมผัสกับการอัปเกรดซีพียูได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นการมาของซีพียู 80486 และซีพียู Pentium นั่น เองซึ่งก็มีทั้งซีพียูที่ผลิตโดยอินเทลเอง และซีพียูจากบริษัทอื่นๆ ที่อินเทลขายเทคโนโลยีให้ทำการผลิตนั่นรวมถึงคู่แข่งคนสำคัญอย่างเอเอ็มดี ด้วย
การ มีซ็อกเก็ตที่ใช้งานง่ายทำให้โลกของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไป อย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีสเปคที่หลากหลาย ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ซีพียูได้ตามความต้องการ

ย้อนรอยเรื่องซ็อกเก็ต
            ก่อนจะพูดถึงเรื่องราวของซ็อกเก็ตรุ่นใหม่เราลองมาดูกันสักหน่อยว่ากว่าจะมาเป็นซ็อกเก็ตรุ่นล่าสุดอย่างSocket AM3 ของเอเอ็มดี และ Socket LGA1366 ของ อินเทลนั้น มันมีซ็อกเก็ตชื่ออะไรกันบ้างและใช้กับซีพียูรุ่นไหน รวมถึงช่วงเวลาในการเปิดตัวด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เรารู้ถึงความเป็นมาของซีพียูแต่ละตัวได้อีกทาง หนึ่งด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ นั้นเราได้รวมรวมไว้ในตารางที่ แล้ว ครับ อย่างไรก็ตามข้อมูลในตารางนี้อาจจะไม่ได้ละเอียดมากนัก แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงเวลาได้ค่อนข้าง ชัดเจนพอสมควร
ในตารางที่ นอก จากจะมีข้อมูลแล้วยังมีตัวอักษรย่อต่างๆ ที่น่าสนใจอีกด้วยครับ เราจะมาขยายความหมายของตัวย่อเหล่านั้นกันว่ามาจากอะไรกันบ้าง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

- FC-PGA = Flip-chip pin grid array
- FC-PGA2 = FC-PGA (เป็นชิปซีพียูที่มีการติดตั้งชุดระบายความร้อนมาบนตัวซีพียูเลย)
- OD = OverDrive (เป็นซีพียูที่ใช้สำหรับการอัปเกรด ในยุค 486 รวมถึงซีพียู Pentium ด้วย)
- PAC = Pin array cartridge
- PGA = Pin grid array
- PPGA = Plastic pin grid array
- SC242 = Slot connector, 242 pins
- SC330 = Slot connector, 330 pins
- SECC = Single edge contact cartridge
- SPGA = Staggered pin grid array
- mPGA = Micro pin grid array
- LGA = Land Grid Array
- VRM = Voltage regulator module (เป็น วงจรควบคุมการจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียู ซึ่งอาจจะถูกกำหนดค่ามาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง หรืออาจจะถูกปรับเปลี่ยนได้เองโดยกำหนดที่ตัวจัมเปอร์บนเมนบอร์ด)
- Auto VRM = Auto Voltage regulator module (หมาย ถึงวงจรควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้กับซีพียู โดยจะทำการจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมกับซีพียูแต่ละรุ่นโดยอัตโนมัติ โดยเมนบอร์ดจะมีการสื่อสารข้อมูลตรงนี้ผ่านขาซีพียูที่มีชื่อว่า VID)
ก็ ถือว่าพอหอมปากหอมคอสำหรับที่มาที่เป็นของซ็อกเก็ตรุ่นต่างๆ ตอนนี้เราก็จะกลับเข้าไปสู่ยุคปัจจุบันกันแล้ว และเราจะไปเริ่มต้นกันที่ซ็อกเก็ตของซีพียูเอเอ็มดีกันก่อน

Socket ของเอเอ็มดี
สำหรับเมนบอร์ดที่รองรับซีพียูเอเอ็มดีในเวลานี้ก็จะมีซ็อกเก็ตให้ใช้กันอยู่สองแบบหลักๆ นั่นก็คือซ็อกเก็ตAM2 และซ็อกเก็ต AM3 แต่ว่าซ็อกเก็ต AM2 แบ่งย่อยไปอีก เป็น AM2 และ AM2+

Socket AM2: (เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2006)

ลักษณะของซ็อกเก็ต AM2 (ก่อนหน้านี้เอเอ็มดีเรียกว่าซ็อกเก็ต M2)

            ซ็อกเก็ต AM2 นั้นจะมีจำนวนของพินสำหรับการรองรับของซีพียูต่างๆ ด้วยกัน 940 พิน เช่นเดียวกันกับซ็อกเก็ตของซีพียู AMD รุ่นก่อนหน้าที่เรียกกันว่า Socket 940 จึงทำให้หลายคนสับสนว่ามันเป็นซ็อกเก็ตแบบเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้วซ็อกเก็ต AM2 กับซ็อกเก็ต 940 ก่อนหน้านั้นไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เนื่องจากซีพียูที่ออกแบบมาทำงานบนซ็อกเก็ต 940 นั้น รองรับการทำงานของหน่วยความจำแบบ DDR รุ่นแรก แต่ว่าซ็อกเก็ต AM2 จะออกแบบมารองรับหน่วยความจำรุ่นที่ใหม่กว่าและทำงานร่วมกับหน่วยความจำ DDR2 และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำไมจำนวนพินบนซ็อกเก็ตเท่ากันแต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้สำหรับเมนบอร์ดที่ออกมาในช่วงเวลานี้จะเป็นแบบ AM2+ กันหมดแล้ว อย่างไรก็ตามท่านที่ใช้เมนบอร์ดรุ่นเก่าที่เป็นซ็อกเก็ต AM2 ท่านสามารถที่จะนำซีพียูรุ่นที่เป็นซ็อกเก็ต AM2+มาติดตั้งบนซ็อกเก็ต AM2 ได้โดยไม่มีปัญหา

รูปที่แสดงให้เห็นถึงความเข้ากันได้ระหว่างซีพียูซ็อกเก็ต AM2 กับซ็อกเก็ต AM2+

ภาพเปรียบเทียบระหว่างซ็อกเก็ต AM2+ (ซ้าย) กับซ็อกเก็ต AM3 (ขวา)

            สำหรับซ็อกเก็ต AM2+ นั้นต้องบอกว่ามีความเข้ากับได้กับซ็อกเก็ต AM2 เป็นอย่างดี เพราะซีพียูที่เคยใช้งานอยู่บนซ็อกเก็ต AM2 สามารถนำมาใช้งานบนซ็อกเก็ต AM2+ ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากนี้แล้วเอเอ็มดียังได้ออกแบบให้ซ็อกเก็ต AM2+ นั้นเป็นบัสแบบ HyperTransport 3.0 แต่ว่าการทำงานจริงจะอยู่ในโหมดของเวอร์ชัน 2.0 เท่านั้น สำหรับผู้ที่ใช้งานเมนบอร์ดที่เป็นซ็อกเก็ต AM2+ อยู่ก็ไม่จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนเมนบอร์ดนะครับ ถ้าต้องการใช้งานร่วมกับซีพียูรุ่นใหม่ที่เป็นซ็อกเก็ต AM3 เพราะตัวซีพียูแบบซ็อกเก็ต AM3 ออกแบบมาให้ใส่กับเมนบอร์ดที่เป็นซ็อกเก็ตได้AM2+ ครับ ถ้าใครกำลังวางแผนที่จะซื้อเมนบอร์ดที่เป็นซ็อกเก็ตแบบ AM2+ ในเวลานี้ก็มองหาคำว่า “AM3 Ready” บนเมนบอร์ดได้

ซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM2+ จะมีการออกแบบการใช้พลังงานสองชุดแยกจากกันดังในรูป
เพื่อช่วยในเรื่องการจัดการพลังงาน

            ความแตกต่างระหว่างซ็อกเก็ต AM2 กับ AM2+ สาระสำคัญจริงๆ มันอยู่ตรงที่เรื่องของการจ่ายไฟให้กับซีพียูครับ เนื่องจากซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM2+ จะ มีการแยกภาคจ่ายไฟให้กับส่วนที่เป็นคอร์ของซีพียูกับพวกบัสและวงจรควบคุม หน่วยความจำออกจากกัน ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเอเอ็มดีต้องการให้ซีพียูรุ่นใหม่ประหยัดพลังงานได้มาก ขึ้นนั่นเอง ซึ่งคุณสมบัตินี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังซ็อกเก็ต AM3 ด้วยเช่นกัน

Socket AM3: (เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009)

ซ็อกเก็ต AM3 ที่ดูแล้วก็แทบจะไม่แตกต่างไปจากซ็อกเก็ต AM2+ เลย

            ในที่สุดเอเอ็มดีก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงตัวซ็อกเก็ตอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งคือ ซ็อกเก็ต AM3 จะไม่รองรับการทำงานร่วมกับซีพียูที่ใช้ซ็อกเก็ตแบบ AM2 และ AM2+ เพราะจำนวนพินของซ็อกเก็ต AM3 นั้นมีเพียง 938 พินเท่านั้น แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอยู่บ้างว่าตัวซีพียูรุ่นใหม่ที่มีพินเป็น AM3 (ย้ำนะครับว่าตัวซีพียู) ยังสามารถนำไปใช้บนเมนบอร์ดซ็อกเก็ตAM2+ ได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าเมนบอร์ดรุ่นนั้นรองรับซีพียูรุ่นใหม่ๆ หรือใหม่ และบางครั้งอาจจะต้องทำการอัปเกรดไบออสก่อน (อันที่จริงทางเอเอ็มดีออกแบบซีพียูซ็อกเก็ต AM3 ให้สามารถใส่ในซ็อกเก็ต AM2 ได้ด้วยซ้ำไป แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าเมนบอร์ดที่เป็นซ็อกเก็ต AM2 ส่วนใหญ่ออกแบบชุดจ่ายไฟมาค่อนข้างน้อยจึงอาจจะมีปัญหาในการจ่ายไฟให้กับซีพียูซ็อกเก็ตAM3 ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยเห็นผู้ผลิตเมนบอร์ดพูดถึงการนำซีพียูซ็อกเก็ต AM3 มาใส่ในเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM2 มากนัก)


รูปนี้แสดงให้เห็นว่าซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM3 สามารถนำไปใช้กับเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM2+ ได้ แต่ว่าซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM2+ ไม่สามารถนำมาใช้กับเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM3 ได้

Socket ของอินเทล
            ที แรกก็ดูเหมือนว่าซ็อกเก็ตของอินเทลจะไม่สร้างความสับสนวุ่นวายเหมือนกับซ็อก เก็ตจากทางฝั่งเอเอ็มดี เพราะปัจจุบันเราจะพบซ็อกเก็ตอยู่สองแบบคือ LGA775 ที่ใช้กับซีพียูในตระกูล Core 2, Pentium และ Celeron ส่วนซ๊พียูรุ่นล่าสุดอย่าง Core i7 ก็จะใช้ซ็อกเก็ตแบบ LGA1366 แต่ตอนนี้เราคงต้องทำความรู้จักกับซ็อกเก็ต LGA1156เพิ่มอีกหนึ่งซ็อกเก็ต เพราะว่าปลายปีนี้อินเทลได้วางแผนที่จะเปิดตัวซีพียูและแพลตฟอร์มใหม่ออกมาอีกแล้ว

Socket LGA775: (เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004)

ซ็อกเก็ต LGA775 ช่วงที่ออกมาใหม่ๆ นี่ฮือฮามาก เพราะขาที่ตัวซีพียูหายไป
แต่จะมาอยู่ที่ซ็อกเก็ตแทน

            จะว่าไปแล้วซ็อกเก็ต LGA775 นี่ ถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งสำหรับของรูปแบบการใช้แพ็คเกจของซีพียูเลยก็ว่า ได้ เพราะปกติตัวพินหรือขาจะอยู่ที่ตัวซีพียู แต่สำหรับซ็อกเก็ต LGA775 นั้น พินจะมาอยู่ที่ซ็อกเก็ตบนเมนบอร์ดแทน ขาที่เคยอยู่บนตัวซีพียูก็กลายเป็นจุดหรือหน้าสัมผัสที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ ซีพียูเข้ากับเมนบอร์ดแทน มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้อินเทลจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบของแพ็คเกจซีพียู รวมทั้งทำให้ต้องเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของซ็อกเก็ตด้วย หนึ่งในนั้นก็คือจำนวนพินที่เพิ่มขึ้นมากมายทำให้ไม่สามารถวางตำแหน่งพินบ นตัวซีพียูได้มากเหมือนเดิม และนับวันจำนวนพินก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย อีกประการที่สำคัญก็คือเรื่องของการระบายความร้อนออกจากตัวซีพียู การนำพินหรือขาออกจากซีพียูไปทำให้การระบายความร้อนของซีพียูทำได้ดีขึ้น ด้วย หากใครจำชื่อของซีพียูที่ใช้รหัสว่าPrescott คงจะรู้ดีว่ามันทำงานได้ร้อนขนาดไหน

Socket LGA1366: (เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009)

ลักษณะของซ็อกเก็ต LGA1366 มีการเรียงทิศทางของพินสวนทางกันอย่างละครึ่ง
เพื่อให้เกิดความสมดุลนั่นเอง

            หากอินเทลไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของซีพียูครั้งใหญ่อย่างที่เกิดขึ้นกับ Core i7 เราก็คงยังสามารถใช้ซ็อกเก็ต LGA775 ต่อ ไปได้ แต่ด้วยการที่อินเทลนำชิปเซตนอร์ธบริจด์ที่ประกอบไปด้วยส่วนสำคัญก็คือวงจร ควบคุมการทำงานของหน่วยความจำไว้บนตัวซีพียูด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อินเทลต้องทำการเปลี่ยนแปลงซ็อกเก็ตใหม่อีกครั้ง สำหรับซ็อกเก็ต LGA1366 นั้น ได้ถูกนำไปใช้งานบนเครื่องระดับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์คสเตชันอีกด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วสถาปัตยกรรมที่อยู่ใน Core i7 นั้น มันถูกออกแบบมาให้เป็นซีพียูสำหรับเซิร์ฟเวอร์มากกว่าจะเป็นซีพียูในระดับเดสก์ท็อปด้วยซ้ำไป

Socket LGA1156: (เปิดตัวครึ่งหลังของปี 2009)

การวางตำแหน่งของพินต่างๆ ในซ็อกเก็ต LGA1156 จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับซ็อกเก็ต LGA1366

            สำหรับซ็อกเก็ต LGA1156 ในตอนนี้มีเมนบอร์ดของจริงออกวางจำหน่ายแล้ว และก็ต้องบอกว่าซ็อกเก็ตLGA1156 นี่แหละที่จะเข้ามาทดแทนซ็อกเก็ต LGA775 แต่ว่าคงจะไม่ใช่ภายในเดือนสองเดือน แต่คงจะใช้เวลาอย่างน้อยๆ อีกสักสองปี เพราะช่วงเวลาที่ซ็อกเก็ต LGA775 อยู่ในท้องตลาดนั้นก็ต้องถือว่านานพอสมควรคือเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2004 โน่นเลยทีเดียว ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็จะมีผู้ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต LGA775 มากอยู่พอสมควร ดังนั้นอินเทลก็ยังคงมีซีพียูสำหรับซ็อกเก็ต LGA775 ออกมาอยู่อีกพักใหญ่ๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำการอัปเกรดได้อีกสักช่วงเวลาหนึ่ง
            ซีพียูที่จะถูกนำมาใช้งานร่วมกับซ็อกเก็ต LGA1156 นั้นก็จะเป็นซีพียูรุ่นใหม่ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบเดียวกันกับซีพียู Core i7 ที่เป็นซ็อกเก็ต LGA1366 ส่วนซีพียูที่จะออกมารองรับซ็อกเก็ต LGA1156 นั้นก็จะมีซีพียูที่ชื่อว่าCore i5 และข้อมูลล่าสุดก็มีออกมาอีกว่าอินเทลจะมีซีพียู Core i7 รุ่นเล็กที่เป็นซ็อกเก็ต LGA1156 มาอีกเช่นกัน เห็นไหมว่าความสับสนมันมากันอีกแล้ว งานนี้ก็ต้องเตรียมรับมือให้ดีๆ

วางแผนการอัปเกรด
            ถ้าดูจากข้อมูลที่เรานำเสนอมาทั้งหมดนี้เราก็จะพบว่าทั้งอินเทลและเอเอ็มดีก็จะมีซ็อกเก็ตอยู่ในตลาดหลักๆ ด้วยกันคนละ ซ็อกเก็ต คือทางเอเอ็มดีก็มี AM2, AM2+ และ AM3 ส่วนอินเทลก็มี LGA775, LGA1366 และLGA1156 แต่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ซ็อกเก็ต AM2 ก็จะหายไปและเหลือกแต่ AM2+ กับ AM3 เป็นหลัก แต่สำหรับอินเทลตอนนี้ก็มีซ็อกเก็ตอยู่ในตลาดสามซ็อกเก็ตคือ LGA775, LGA1366 และ LGA1156 อย่างไรก็ตาม LGA775 ก็ยังคงอยู่อย่างน้อยอีก 18 เดือน ดังนั้นผู้ที่ใช้ซีพียูอินเทลก็จะมีทางเลือกมากมายถึงสามรูปแบบ ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้พอสมควรในช่วงแรกๆ
            มาดูทางด้านผู้ใช้ซีพียูเอเอ็มดีกันหน่อยว่ามีทางเลือกในการใช้งานอย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้มีของในตลาดครบหมดแล้วทั้งซีพียูและเมนบอร์ด
            ผู้ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM2 : เมื่อเรารู้ข้อมูลแบบนี้แล้วเราก็พอที่จะวางแผนการอัปเกรดกันได้บ้างแล้วนะครับ โดยสำหรับผู้ใช้ทั้งซีพียูและเมนบอร์ดที่เป็นซ็อกเก็ต AM2 อยู่ ก็มีทางเลือกอยู่สองทางใหญ่ๆ เลยคือเปลี่ยนยกชุดทั้งซีพียูและเมนบอร์ด หรือทางเลือกที่สองคือเปลี่ยนไปใช้เมนบอร์ดแบบซ็อกเก็ต AM2+ ซึ่งก็จะทำให้มีทางเลือกในการนำซีพียูเดิมมาใช้ได้ แล้วรอเปลี่ยนเป็นซีพียูแบบซ็อกเก็ต AM2+ และยังพร้อมที่จะอัปเกรดไปใช้ซีพียูแบบซ็อกเก็ต AM3 ได้อีกในภายหลัง
            ผู้ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM2+ : ส่วนใครที่ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM2+ อยู่ในขณะนี้ไม่ว่าคุณจะใช้ซีพียูแบบ AM2 หรือ AM2+ อยู่ก็ตามคุณก็มีทางเลือกในการใช้ซีพียูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีพียูแบบซ็อกเก็ต AM2+ เองตอนนี้ก็มีออกมาให้เลือกใช้หลายรุ่น หรือถ้าจะคิดไปคบกับซ็อกเก็ต AM3 ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าเมนบอร์ดของคุณรองรับซีพียูแบบซ็อกเก็ต AM3 หรือ ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะรองรับอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องทำการอัปเกรดไบออสเท่านั้นเอง ซึ่งการอัปเกรดไบออสส่วนใหญ่ก็จะเป็นการอัปเกรดเพื่อให้มีข้อมูลการใช้ไฟของ ซีพียูรุ่นใหม่นั่นเอง
            ผู้ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM3 : สำหรับเสือปืนไวที่ได้เลือกซื้อเลือกใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM3 ไปแล้ว แน่นอนว่าทางเลือกเดียวของคุณก็คือ ไปซื้อซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM3 มาใช้ซะ เพราะเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM3 ไม่รองรับซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต AM2 และ AM2+
มาดูทางผู้ใช้ซีพียูกับเมนบอร์ดของอินเทลกันบ้าง
            ผู้ใช้เมนบอร์ด LGA775: แม้ว่าตอนนี้จะมีซ็อกเก็ต LGA1366 และข่าวเรื่อง LGA1156 ออกมาแล้ว ผู้ที่ใช้เมนบอร์ด LGA775 อยู่ก็ไม่ต้องตกอกตกใจว่าจะเป็นคนตกรุ่น เพราะอินเทลยังมีการผลิตซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต LGA775ออกมาอีกอย่างน้อยๆ ก็สองปี และซีพียูที่จะผลิตออกมานั้น ก็มีทั้งรุ่นที่เป็นประสิทธิภาพสูงในระดับ Quad-Core และรุ่นเล็กที่เป็นแบบ Dual-Core แต่สิ่งที่ผู้ใช้เมนบอร์ด LGA775 ต้อง คำนึงก่อนที่จะทำการอัปเกรดซีพียูก็คือ ต้องตรวจสอบชิปเซตที่ตนใช้อยู่ว่าเป็นรุ่นไหน สามารถรองรับการทำงานของซีพียูที่มีบัสความเร็วเท่าไร ซึ่งตรงนี้คุณสามารถเข้าไปตรวจสอบได้โดยตรงจากเว็บไซต์ผู้ผลิต หรือจะดูจากคู่มือของเมนบอร์ดก็ได้ แต่ว่าถ้าไปดูในเว็บไซต์ของผู้ผลิตเมนบอร์ดก็จะดีตรงนี้เขาจะทำการลิสต์ราย ชื่อซีพียูรุ่นที่เมนบอร์ดตัวนั้นๆ รองรับเอาไว้ด้วย
            ผู้ใช้เมนบอร์ด LGA1366: สำหรับผู้ใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต LGA1366 ก็ ถือว่าคุณมีเครื่องระดับเทพอยู่ในมือ ซีพียูที่คุณใช้อยู่นี้แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุดแต่มันก็มีประสิทธิภาพในการ ทำงานที่สูงมาก การอัปเกรดในช่วงเวลานี้จึงยังไม่ใช่สิ่งจำเป็น ยกเว้นว่าคุณจะมีเงินเหลือเฝือที่จะซื้อซีพียูรุ่นใหม่ๆ ที่มีชื่อรหัสว่า Gulftown ที่มีคอร์มากถึง คอร์ ซึ่งมันจะเร็วกว่า Core i7 รุ่นที่เร็วที่สุดซึ่งเป็นซีพียูแบบ Quad-Core อย่างแน่นอน
            ผู้ที่รอคอย LGA1156: มีผู้คนจำนวนไม่น้อยนะครับที่ทราบว่าซ็อกเก็ต LGA1156 นี้จะเข้ามาทดแทนซ็อกเก็ต LGA775 ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นยังไม่ทำการอัปเกรดไปใช้ LGA1366 ที่มีราคาค่อนข้างแพงทั้งซีพียูและเมนบอร์ด เพราะสองอย่างนี้ก็ต้องใช้เงินประมาณ หมื่นบาท ถึงจะเป็นเจ้าของได้ นี่ยังไม่รวมราคาของหน่วยความจำแบบ DDR3 เข้าไปด้วย เนื่องจากอินเทลตั้งใจให้ LGA1156 เป็น แพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ดังนั้นทั้งตัวซีพียูและตัวเมนบอร์ดรวมไปถึงอุปกรณ์อื่นๆ จึงต้องถูกออกแบบมาไม่ให้มีราคาสูงจนเกินไป ราคาของเมนบอร์ดซ็อกเก็ตLGA1156 นั้นจะมีราคาตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ในขณะที่ LGA1366 ต้องใช้เงินถึงเจ็ดพันกว่าบาทจึงจะเป็นเจ้าของได้ ด้วยราคาตรงนี้เราจึงเห็นได้ว่า LGA1156 นั้นจะกลายเป็นเมนบอร์ดมาตรฐานของอินเทลในช่วงหนึ่งถึงสองปีนี้อย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น