หลักการทำงานของฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1950 ตอนนั้น มีขนาดค่อนข้างใหญ่
มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20 นิ้ว มีความจุระดับเพียงเมกะไบต์เท่านั้น ( 1
เมกะไบต์ เท่ากับ 1,000,000 ไบต์) ตอนแรกใช้ชื่อว่า ฟิกส์ดิสก์ (Fixed
disks) หรือ วินเชสเตอร์ (Winchesters) เป็นชื่อที่บริษัท IBM
เรียกผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของพวกเขา ภายหลังจึงเรียกว่า ฮาร์ดดิสก์ (Hard
disk) เพื่อให้มีความแตกต่างจากฟลอปปี้ดิสก์( Floppy disk) ภายในฮารด์ดิสก์
มีส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด คือ จานกลมแข็ง ซึ่งฉาบไว้ด้วยสารแม่เหล็ก
หลักการบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ไม่ได้แตกต่างจากการบันทึกลงบนเทปคาสเซ็ท
เลย เพราะทั้งคู่ต้องใช้สารบันทึกคือสารแม่เหล็กเหมือนกัน
สารแม่เหล็กนี้สามารถลบหรือเขียนได้ใหม่อยู่ตลอดเวลา
โดยเมื่อบันทึกหรือเขียนไปแล้ว มันสามารถจำรูปแบบเดิมได้เป็นเวลาหลายปี
มีความแตกต่างระหว่างเทปคาสเซ็ทกับฮาร์ดดิสก์ดังนี
- สารแม่เหล็กในเทปคาสเซ็ท ถูกเคลือบอยู่บนแผ่นพลาสติกขนาดเล็ก
เป็นแถบยาว แต่ในฮาร์ดดิสก์ สารแม่เหล็กนี้ จะถูกเคลือบอยู่บนแผ่นแก้ว
หรือแผ่นอลูมิเนียมที่มีความเรียบมากจนเหมือนกับกระจก
- สำหรับเทปคาสเซ็ท ถ้าคุณต้องการเข้าถึงข้อมูลในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
ก็จะต้องเลื่อนแผ่นเทปไปที่หัวอ่าน โดยการกรอเทป ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที
ถ้าเทปมีความยาวมาก แต่สำหรับฮาร์ดดิสก์
หัวอ่านสามารถเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่ต้องการในเกือบจะทันที
- แผ่นเทปจะเคลื่อนที่ผ่านหัวอ่านเทปด้วยความเร็ว 2 นิ้วต่อวินาที (5.00
เซนติเมตรต่อวินาที) แต่สำหรับหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์
จะวิ่งอยู่บนแผ่นบันทึกข้อมูล ที่ความเร็วในการหมุนถึง 3000 นิ้วต่อวินาที
(ประมาณ 170 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เก็บอยู่ในรูปของโดเมนแม่เหล็ก ที่มีขนาดเล็กมากๆ
เมื่อเทียบกับโดเมนของเทปแม่เหล็ก ขนาดของโดเมนนี้ยิ่งมีขนาดเล็กเท่าไร
ความจุของฮาร์ดดิสก์จะยิ่งมีขนาดเพิ่มขึ้นเท่านั้น
และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในเวลาสั้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะปัจจุบันจะมีความจุของฮาร์ดดิสก์ประมาณ 10 ถึง
40 กิกะไบต์ ( 1 กิกะไบต์ = 1000 เมกะไบต์) ข้อมูลที่เก็บลงในฮาร์ดดิสก์
เก็บอยู่ในรูปของไฟล์ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่เรียกว่า ไบต์ : ไบต์คือรหัส
แอสกี้ ที่แสดงออกไปตัวอักษร รูปภาพ วีดีโอ และเสียง โดยที่ไบต์จำนวนมากมาย
รวมกันเป็นคำสั่ง หรือโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์
มีหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์อ่านข้อมูลเหล่านี้ และนำข้อมูลออกมา
ผ่านไปยังตัวประมวลผล เพื่อคำนวณและแปรผลต่อไป
เราสามารถคิดประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ทางคือ
- อัตราการไหลของข้อมูล ( Data rate) คือจำนวนไบต์ต่อวินาที
ที่หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์สามารถจะส่งไปให้กับซีพียูหรือตัวประมวลผล
ซึ่งปกติมีอัตราประมาณ 5 ถึง 40 เมกะไบต์ต่อวินาที
- เวลาค้นหา (Seek time) เวลาที่ข้อมูลถูกส่งไปให้กับซีพียู โดยปกติประมาณ 10 ถึง 20 มิลลิวินาที
ภายในฮาร์ดดิสก์ วิธีดีที่สุดในการรู้จักฮาร์ดดิสก์ คือแกะออกมาดูภายในกัน ภาพล่างนี้เป็นฮาร์ดดิสก์ที่เรานำมาใช้กันอยู่
กล่อง
อลูมิเนียมผนึกไว้เป็นอย่างดี
โดยมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ติดไว้อยู่ที่ด้านหนึ่งของฮาร์ดดิสก์โดยแผงวงจร
ควบคุมนี้ จะควบคุมมอเตอร์ให้หมุน และอ่านหรือเขียนข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์
ใต้
แผ่นควบคุม หรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
จะเป็นมอเตอร์ที่ใช้ในการหมุนแผ่นจานภายใน และมีตัวกรองอากาศที่ละเอียด
และมีรูอากาศที่เล็กมาก แต่ต้องไม่ให้ตัน
เพื่อให้ความดันอากาศภายนอกกับภายในฮาร์ดดิสก์ต้องเท่ากัน
แกะฝาครอบออกมาจะเห็นอุปกรณ์ภายใน ที่แสนจะธรรมดา แต่ว่ามีความเที่ยงตรงสูงมากๆ
ใน
รูปนี้คุณจะเห็น - แผ่นจานแม่เหล็กที่สามารถหมุนได้ 3600 หรือ 7200
รอบต่อนาที ช่องว่างภายในมีขนาดเล็กมาก และ บนแผ่นมีความเรียบมาก
เหมือนแผ่นกระจก - จะมีหัวอ่านอยู่ที่ปลายแขน ซึ่งสามารถควบคุมด้วยกลไก
ที่อยู่มุมบนซ้าย ตำแหน่งของหัวอ่านสามารถเปลี่ยนได้
จากจุดศูนย์กลางของแผ่นจนถึงขอบแผ่น
การเคลื่อนที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและนิ่มนวลมาก ใน 1 วินาที
สามารถเคลื่อนที่กลับไปมาได้ ถึง 50 ครั้ง ช่างน่าอัศจรรย์ล้ำลึกจริงๆ
เพื่อจะเพิ่มความจุของฮาร์ดดิสก์ให้มากขึ้น ให้วางแผ่นแม่เหล็กซ้อนกันหลายๆชั้น ในรูปเป็นแผ่นแม่เหล็ก 3 แผ่น มีหัวอ่านเขียน 6 หัว
กลไกที่ใช้การหมุนแขนบนตัวฮาร์ดดิสก์ มีความเร็วและความเที่ยงตรงสูงมาก จึงต้องใช้ลิเนียร์มอเตอร์ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ
ภายในมีส่วนประกอบที่สำคัญมากคือ คอยส์เสียง หรือ (Voice coil) ซึ่งเป็นคอยส์ที่อยู่ในลำโพงทั่วไป
การเก็บข้อมูล
ข้อมูลที่เก็บลงบนแผ่นเรียกว่า เซกเตอร์ หรือแทรคส์ แทคส์เป็นรูปวงกลม
ส่วนเซกเตอร์เป็นรูปเสี้ยวหนึ่งของวงกลม อยู่ภายในแทคส์ดังรูป
แทคส์แสดงด้วยสีเหลือง ส่วนเซคเตอร์แสดงด้วยสีน้ำเงิน
ภายในเซคเตอร์จะมีจำนวนไบต์คงที่ ยกตัวอย่างเช่น 256 ถึง 512
ขึ้นอยู่กับว่าระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์จะจัดการแบ่งในลักษณะใด
เซคเตอร์หลายๆ เซคเตอร์รวมกันเรียกว่า คลัสเตอร์ (Clusters) ขั้นตอน
ฟอร์แมต ที่เรียกว่า การฟอร์แมตระดับต่ำ (Low -level format )
เป็นการสร้างแทคส์และเซคเตอร์ใหม่ ส่วนการฟอร์แมตระดับสูง (High-level
format) ไม่ได้ไปยุ่งกับแทคส์หรือเซคเตอร์ แต่เป็นการเขียน FAT
ซึ่งเป็นการเตรียมดิสก์เพื่อที่เก็บข้อมูลเท่านั้น
การเก็บข้อมูลลงฮาร์ดดิสก์ ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งมา ให้ ในเครื่องคอมพิว
เตอร์ แบบตั้งโต๊ะ แบบโน้ตบุ๊กทั่วไป ข้อมูลที่จัด เก็บไว้สามารถนำกลับมา
ปรับปรุงแก้ไขใหม่ได้ ตลอดเวลาทั้ง ข้อมูลภาพ ข้อมูลข้อความ ข้อมูลเสียง
ข้อมูลภาพยนตร์ ข้อเสียคือ
ถ้าฮาร์ดดิสก์ชำรุดเสียหายจะไม่สามารถกู้ข้อมูลคืนมาได้
หน่วยความจุข้อมูลของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีดังนี้
ชื่อหน่วย
|
อักษรย่อ
|
เลขยกกำลัง
|
ค่า
|
หลัก
|
กิโลไบท์
|
KB
|
103
|
1,000
|
พัน
|
เมกะไบท์
|
MB
|
106
|
1,000,000
|
ล้าน
|
กิกะไบท์
|
GB
|
109
|
1,000,000,000
|
พันล้าน
|
เทราไบท์
|
TB
|
1012
|
1,000,000,000,000
|
แสนล้าน
|
ไบต์ (Byte) หนึ่งไบต์มีค่าเท่ากับเลขฐานสองแปดชุดหรือ แปด
บิต ใช้แทนค่าตัว อักขระ ได้แก่ ตัวอักษร ตัวเลขและเครื่องหมาย ต่าง ๆ
ที่อยู่บนแผงแป้นอักขระ หรือจะ เรียกว่า หนึ่ง ไบต์หมายถึงตัว
อักขระหนึ่งตัวก็ได้ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ใช้เลขฐานสองเป็น ภาษาของ เครื่อง ค่าต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์จึงใช้เลขฐานสอง แทนฐานสิบ เช่น หนึ่ง กิโลไบท์ของ คอมพิวเตอร์ จะเท่ากับ 210 แต่ การบอกเป็นเลขฐานสิบจะสะดวกกว่าเพราะ เป็นเลขจำนวนเต็ม หลักจำง่าย จึงอนุโลมให้ใช้เลขฐานใดก็ได้ในการบอกความจุ ข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive) ฮาร์ดดิสก์มีชื่อย่อว่า HDD คำว่า ไดรฟ์ หมายถึง หมุน เป็นอุปกรณ์ที่มีความจุข้อมูลที่สุงสุด ในบรรดาหน่วยเก็บ ทั้งหลายจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบ สนามแม่เหล็ก โดยมีแผ่นจานข้อมูลชนิดแข็งหมุนอยู่ภาย ในกล่องที่บรรจุโครง สร้างของ แผ่นบันทึกจะแบ่งออกเป็นวงเรียงลำดับจากนอกเข้าหา ในเรียกว่า Track ใน แต่ละแทรค แบ่งเป็นส่วน ๆ เรียกว่า เซกเตอร์ (Sector) ข้อมูลจะถูกเก็บในเซกเตอร์แบบสุ่ม คือ พบที่ว่าง ตรงไหน ก็เก็บข้อมูลลงไปพร้อมกับระบุตำแหน่ง เริ่มต้นของข้อมูลและ ตำแหน่งสิ้นสุด ของข้อมูลหรือตำแหน่งที่จะอ่านข้อมูลชุดต่อไป เอาไว้ ตำแหน่งข้อมูล เรียกว่า แอดเดรส (Address) การ
อ่านและบันทึกข้อมูลในฮาร์ดดิสก์จะใช้หัวอ่านเป็นระบบ สนามแม่เหล็กวางบนแขน
ที่เลื่อนเข้าออกได้ มีสองหัวอ่านอยู่ ด้าน บนและด้านล่าง
อ่านข้อมูลพร้อมกันทั้งสองหน้า การเข้าถึงข้อมูล
ทุกตำแหน่งของหัวอ่านจะใช้เวลา เท่ากันหมด  ซ้ายฮาร์ดดิสก์บรรจุในตลับ ขวาแผ่นจานและหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดิสก์ของเครื่องรุ่นใหม่จะมีความจุสูงถึง 1 เทราไบต์ การ
ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่ จะแบ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ออกเป็นหลายส่วน
แต่ละส่วนจะมีชื่อเรียกเป็นอักษรตัวเดียว โดด ๆ เช่น C: และ D: ฮาร์ดดิสก์
C: เป็นตัวที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ ส่วน D: ใช้เก็บข้อมูล
การใช้โปรแกรมชุดไมโครซอฟต์ออฟฟิซตามปกติ เมื่อสั่งบันทึก
ข้อมูลจะเก็บไว้ที่ โฟลเดอร์ My Document ใน C: ข้อเสียของการ
เก็บข้อมูลที่ C: ก็คือ ถ้าระบบปฏิบัติการใน ฮาร์ดดิสก์ถูกโปรแกรม
ไว้รัสทำลายจนแก้ไขไม่ได้จะต้องติดตั้ง ระบบปฏิบัติการโดยการ
ฟอร์แมทฮาร์ดดิสก์ใหม่ ข้อมูลจะถูกลบไปด้วย ดังนั้นควรสร้าง
โฟลเดอร์และเก็บข้อมูลที่ D : จะปลอดภัยกว่า เพราะการฟอร์แมท จะไม่ลบข้อมูลที่ D:
ภาพฮาร์ดดิสก์แบบ External
วิธีการจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิส
1. คลิกที่ Start –> All Programs –> System Tools –> Disk Defragmenter

2. เลือกไดรฟ์ c: (ถ้ามีมากกว่า 1 ไดรฟ์เช่นไดรฟ์ d:) ก็ควรจะจัดเรียงทุกไดรฟ์

3. ถึงขั้นตอนนี้ให้เรารอครับ ใครมีข้อมูลในฮาร์ดดิสเยอะก็ต้องรอนานหน่อย

4. เปรียบเทียบช่องบน(ก่อนจัดเรียง)และช่องล่าง(หลังจัดเรียง)

5. ถ้ามีหน้าจอนี้แสดงว่าเราจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Close

ประเภทของพาร์ติชั่น แบ่งออกได้เป็น 3ประเภท
1.Primary Partition พาร์ติชั่นหลักของระบบคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับในการบูตเข้าระบบคอมพิวเตอร์ พาร์ติชั่นหลักจะหมายถึง drive C
2.Extended Partition พาร์ติชั่นรอง เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลและโปรแกรม เมื่อมีการสร้าง extened partition จะเกิด Logical Partition อัตโนมัติ โดยเราสามารถแบ่งเป็นพาร์ติชั่นย่อย ๆ ได้ และสามารถกำหนด drive ได้ตั้งแต่ D จนถึง Zการสร้าง extended partitionจะสร้างได้ ต้องสร้างหลัง primary partition แล้วเท่านั้น
3.Logical Partition พาร์ติชั่นย่อย ที่อยู่ภายใต้ extened partition จะเกิด logical partition ได้ต่อเมื่อมีการสร้างextened partition ก่อนเท่านั้น
ปัญหาที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ของฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์เงียบสนิท
ลักษณะ
อาการ : ฮาร์ดดิสก์ไม่หมุน หลอดไฟไดร์ฟไม่ติดหรือ
มอเตอร์ของฮาร์ดดิสก์หมุนแต่มีข้อความที่แสดงว่า
หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอปรากฏบนหน้าจอ
วิธีการตรวจสอบ :
1. ตรวจสอบการจ่ายไฟให้กับไดร์ฟโดยเช็คไฟ +12V (สายไฟเส้นสีเหลือง) +5V (สายไฟเส้นสีแดง)
2. ตรวจสอบการติดตั้งสายสัญญาณ (ตรวจสอบสภาพของสาย Pair Hard Disk เพื่อหาจุดบกพร่องของสาย เช่นสายขาดใน )
3. ตรวจสอบ CMOS Setup (เพื่อให้แน่ใจว่า ท่านได้กำหนดหัวข้อที่เกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ถูกต้องหรือไม่)
4. ปัญหาที่ IDE Controller หรือ SCSI Controller
5.
ตรวจสอบสัญญาณ IDE Interface (ใช้ Logic Probe วัดที่ขา 39
ท่านควรเห็นสัญญาณ Pulse Low 1 ครั้ง หลังจากที่นับ RAM บนหน้าจอเสร็จ)
หากไม่มีสัญญาณที่ขา 39 ปัญหามาจากแผงวงจรบนตัวฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงาน
มองเห็นฮาร์ดดิสก์มีปฏิกิริยาแต่ไม่ยอมบูต
โดยทั่วไปเป็นปัญหาเกี่ยวกับ Drive Failure Boot Sector Failure DOS/Windows File Corruption
วิธีการตรวจสอบ :
1. ตรวจสอบสายสัญญาณ
2. ตรวจสอบ CMOS Setup
3. ตรวจสอบ Boot Sector
4. ลองตรวจสอบดู MBR ด้วย FDISK/MBR
5. ตรวจสอบ Drive และ Controller
มีเสียงดังผิดปกติมาจากตัวฮาร์ดดิสก์ ขณะเปิดเครื่องใช้งาน และฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงาน ลักษณะนี้ อาจมีเสียงคล้ายโลหะกระทบกัน เป็นจังหวะ ปัญหานี้เกิดจาก สาเหตุหลายประการดังนี้
1. ปัญหาหัวฮาร์ดดิสก์ชำรุดเสียหาย เนื่องจากการหล่นกระแทกของฮาร์ดดิสก์อย่างรุนแรง หรือเกิดจากการช็อคของฮาร์ดดิสก์จากภายนอก
2. ทรานซิสเตอร์ที่เป็นตัวขับกระแสไปเลี้ยง Actuator ของฮาร์ดดิสก์เกิดชำรุดบกพร่อง
วิธีการทดสอบ
1.
ปิดเครื่อง และถอดฮาร์ดดิสก์มาเขย่าเบาๆในแนวนอน (ระวังอย่าหลุดมือ)
แล้วลองฟังเสียงผิดปกติที่เกิดขึ้น สังเกตว่ามีเศษวัสดุกระทบภายในหรือไม่
2.
ติดตั้งฮาร์ดดิสก์กลับไปที่เดิม แล้ว เปิดเครื่อง
จากนั้นลองเอามือสัมผัสกับแรงกระเทือนภายใน ฮาร์ดดิกส์ หากมีความหนักแน่น
และเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ แสดงว่าปัญหาเกิดจากกระแสไฟที่จ่ายเลี้ยง
Actuator ภายในขัดข้อง เป็นปัญหาจาก
ทรานซิสเตอร์ที่เป็นตัวขับแรงดันไฟไปเลี้ยง Actuator บกพร่อง
วิธีการป้องกันปัญหา สำหรับวิธีการป้องกันปัญหา ทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมานั้น มีดังนี้ -
กรณีที่ 1 นั้น การป้องกันในระดับยูสเซอร์เองนั้นอาจทำได้ยาก
เนื่องจากเราไม่สามารถทราบได้ว่าฮาร์ดดิสก์นั้น ถูกผลิตมาอย่างไร
มีคุณภาพแค่ไหน คงต้องอาศัยโชคของใครของมันกันเอง ขอให้โชคดีครับท่าน -
กรณีที่ 2-3 นั้น การป้องกันทำได้ง่ายมาก
คือทำการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่แทนตัวเก่า
แต่ที่ยากคือจะเอาเงินมากจากไหนแค่นั้นเอง (อันนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ) -
กรณีที่ 4 นั้นอาจใช้วิธีการต่อผ่าน UPS อาจช่วยได้ในกรณีที่ใช้งาน UPS
ที่มีคุณภาพ UPS ประเภทแถมมาพร้อมซื้อเครื่องบางครั้งแค่ไฟกระพริบ UPS
ตัวดี ดับเฉยเลยก็มี ดังนั้น หากต้องซื้อ UPS ก็เลือกนิดนึงแล้วกันครับ -
กรณีที่ 5 นั้น
การป้องกันขึ้นอยู่กับว่าหากเป็นเครื่องในที่ทำงานเจ้าหน้าที่ รปภ.
ก็รับหน้าที่ไป แต่ในกรณีเครื่องส่วนตัวก็ต้องระมัดระวังเอาเอง -
กรณีที่ 6 นั้น เกิดจาก "ยูสเซอร์" ซึ่งเป็นใครไปเสียมิได้ ก็คือ
"คุณนั้นแหละ" หากต้องการให้ฮาร์ดดิสก์มีอายุการใช้งานนานๆ
ก็ต้องเลิกนิสัยไม่ดี อย่างเช่น ใช้การชัทด่วนแทนการชัทดาวน์บ่อยๆ
เป็นกิจวัตร ฮาร์ดดิสก์เสียมาเดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก
วิธีการดูแลบำรุงรักษา ท้าย
สุด เรามาดูวิธีการดูแลบำรุงรักษา
เนื่องจากฮาร์ดดิสก์สุดเลิฟนั้นสำคัญการเรามาก
ดังนั้นเมื่อเป็นของรักก็ต้องดูแลรักษากันหน่อย
โดยวิธีการดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปนั้น จะมีสองขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
1. ทำการ Check Disk เป็นประจำ ข้อ
นี้จะเป็นข้อแนะนำแรกๆ เสมอ เมื่อพูดถึงการการดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์
ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับทำ Check Disk ให้มาพร้อมกับวินโดวส์อยู่แล้ว
และวิธีการทำก็ง่ายโดยการเปิด My Computer แล้วคลิกขวาที่ Hard Disk
ที่ต้องการ คลิก Propeties จากนั้นคลิก Tools แล้วคลิก Check Now
เท่านี้ก็เรียบร้อย อาจเลือกอ็อปชันอื่นๆ ตามความต้องการ ทั้งนี้หาก Hard
Disk ที่ต้องการทำการ Check นั้นเป็นพาร์ติชันที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการอยู่
ก็จะแสดง Message แจ้งให้ทำการ Check ในตอนการสตาร์ทเครื่อง
หากทำเป็นประจำก็ช่วยให้ฮาร์ดดิสมีสุขภาพแข็งแรง
และอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
2. ทำการ Defragment สม่ำเสมอ ข้อ
นี้ อาจจะไม่ได้ช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
หรือเสียยากขึ้นโดยตรง แต่จะช่วยให้การทำงานของกลไกต่างๆ ทำงานน้อยลง
การสึกหรอน้อยลง ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น
ทั้งนี้เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์นั้น
โดยทั่วไปจะจัดเก็บแบบสุ่ม นั้นคือ ไฟล์เดียวกันอาจจะจัดเก็บอยู่คนละที่กัน
ซึ่งทำให้การแอคเซสไฟล์นั้น
ทำได้ช้ากว่าการที่ไฟล์เก็บอยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน
เนื่องจากหัวอ่านอาจต้องย้อนกลับไปกลับมา นอกจากนี้การ Defrag
ยั้งช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับทำ Defragment
ให้มาพร้อมกับวินโดวส์อยู่แล้ว และวิธีการทำก็ง่ายโดยการเปิด My Computer
แล้วคลิกขวาที่ Hard Disk ที่ต้องการ คลิก Propeties จากนั้นคลิก Tools
แล้วคลิก Defragment Now จากนั้นเลือก Hard Disk ตัวที่ต้องการ
หากไม่อยากใช้โปรแกรมของวินโดวส์ ก็สามารถใช้โปรแกรมฟรีที่ชื่อ Power
Defragmenter ก็ได้ อ่านรายละเอียดวิธีใช้ได้ที่เว็บไซต์ Power Defragmenter
3. ทำประกันอุบัติเหตุให้กับข้อมูล เป็น
การรับประกันว่าถ้าเกิดดวงแตกขึ้นมาจริงๆ
จะเกิดผลกระทบกับข้อมูลน้อยที่สุด (ไม่รวมผลกระทบกับกระเป๋าสตางค์)
ก็ให้ทำการซื้อประกันอุบัติเหตุให้กับข้อมูล ไม่ต้องตกใจครับ
ผมไม่ได้ให้ไปซื้อประกันกับบริษัทขายประกันซะหน่อย แต่หมายถึงให้ทำการ
Backup ข้อมูล เก็บไว้ในสื่อต่างๆ เช่น CD หรือ DVD เป็นต้น
ซึ่งวิธีการก็ไม่ได้ยากอะไร คิดว่าคงทำเป็นกันทุกท่าน วิธีการ Backup
อย่างง่ายที่สุด ก็ให้เขียนลงแผ่น CD หรือ DVD ไปเลย
แต่ถ้าหากต้องการให้ดูเป็นมืออาชีพ ก็สามารถใช้โปรแกรมช่วยในการ Backup
ก็ไม่ว่ากัน วิธีที่ง่ายและฟรี คือ ใช้โปรแกรม Backup ที่มากับวินโดวส์แล้ว
(เรียกได้จาก All Programs\Accessorie\System Tools\Backup)
|
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น